ขั้นตอนวิธีการเลี้ยงแมงดานา บ่อสำหรับเลี้ยงแมงดา การหาพันธุ์มาเพาะเลี้ยง


ขั้นตอนวิธีการเลี้ยงแมงดานา บ่อสำหรับเลี้ยงแมงดา การหาพันธุ์มาเพาะเลี้ยง

ขั้นตอนวิธีการเลี้ยงแมงดานา บ่อสำหรับเลี้ยงแมงดา การหาพันธุ์แมงดานามาเพาะเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ให้วางไข่ การดูแลระหว่างการเลี้ยงแมงดานา อาหารของแมงดานา น้ำสำหรับเลี้ยงแมงดานา

 

แมงดานาจัดเป็นสัตว์จำพวกมวนน้ำชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ฝรั่งจึงเรียกแมงดานาว่า “มวนน้ำยักษ์” ตามธรรมชาติแล้วน่าจะเรียกว่า “แมงดา” จะถูกต้องกว่าเพราะมันมีขาแค่ 6 ขา ไม่ใช่ 8 ขา ซึ่ง เรียกว่า “แมง” ตามการจำแนกวิธีเรียกของสัตว์เล็กๆ จำพวกนี้ แต่น้อยคนที่จะเรียกกันว่า แมงดานา ก็เอาเป็นว่ายอมรับคำว่า “แมงดา” กันโดยปริยายก็แล้วกัน

พันธุ์ของแมงดานา
จากการศึกษาและทดลองโดยพิจารณาถึงลักษณะภายนอก เช่นปีก สีสัน ลวดลายของปีก นิสัย ตลอดจนการไข่ของแมงดานามาแล้วก็สามารถแบ่งได้เป็น 3 พันธุ์ ดังต่อไปนี้

  1. พันธุ์หม้อ มีลักษณะที่สังเกตได้ คือ ขอบของปีกจะมีลายสีทอง และขอบปีกจะคลุมไม่มิดส่วนหางของมัน พันธุ์นี้จะขยายพันธุ์ได้เร็วและไข่ก็ดกด้วย ซึ่งในท้องตลาดจะเห็นพันธุ์นี้วางขายอยู่มากมาย
  2. พันธุ์ลาย มีลักษณะที่สังเกตได้ คือ ขอบของปีกมีลายสีทองเช่นเดียวกัน แต่ขอบของปีกจะคลุมมิดหางของมัน พันธุ์นี้จะมีการวางไข่แต่ละครั้งไม่แน่นอน
  3. พันธุ์เหลืองหรือพันธุ์ทอง มีลักษณะที่สังเกตได้ คือตัวจะออกสีเหลืองทั้งตัว และจำนวนไข่ก็ไม่แน่นอนเช่นเดียวกับพันธุ์ลาย ตลอดจนมีนิสัยที่ไม่ดี กล่าวคือ มันชอบกินแมงดานาพันธุ์อื่นๆ เป็นอาหารดังนั้นทางที่ดีแล้วควรแยกพันธุ์นี้ออกไปเลี้ยงต่างหากจะเป็นการดี ที่สุด อย่าได้เลี้ยงรวมกันกับพันธุ์อื่นๆ

แมงดานา

ขั้นตอนวิธีการเลี้ยงแมงดานา

บ่อสำหรับเลี้ยงแมงดา

สถานที่ที่เหมาะสมในการทำบ่อเพาะเลี้ยงแมงดานา ควรเป็นที่โล่งเเจ้งใกล้แหล่งน้ำแต่น้ำท่วมไม่ถึง และต้องไม่พลุกพล่านซึ่งบ่อเลี้ยงแมงดาไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก และขนาดของบ่อที่นิยมคือให้มีความยาวเป็นบวกหนึ่งของด้านกว้าง และขนาดที่เหมาะสมที่สุดควรมีพื้นที่บ่อประมาณ 20 ตารางเมตร โดยด้านข้างทั้งสี่ด้านควรลาดเททำมุม 45 องศา และตรงกลางบ่อทำเป็นหลุมลึกสักจุดหนึ่งเพื่อใช้รวบรวมของเสียและง่ายต่อการกำจัด และที่ขาดไม่ได้คือชานบ่อโดยรอบให้กว้างประมาณ 1 เมตร ส่วนนี้ไม่ต้องเทซีเมนต์แต่ปล่อยทิ้งไว้เป็นดิน เพื่อที่เราจะปลูกต้นไม้ใช้เป็นที่พักอาศัยของแมงดา อาจปลูกต้นกก ผักบุ้งหรือเลียนแบบธรรมชาติให้มากที่สุด นอกจากนี้บ่อเลี้ยงต้องขึงตาข่ายตาไม่ใหญ่กว่า 1 ซม. ป้องกันไม่ให้แมงดาบินหนี หรือมีนก หนูเข้าไปลักกินแมงดานา ส่วนหลังคาต้องกันแดดกันฝนได้ดี

วิธีการเลี้ยงแมงดานา

หลังจากทำบ่อและบ่มจนน้ำหมดกลิ่นปูนเรียบร้อยแล้วก็จัดการปล่อยพ่อแม่พันธุ์แมงดานาลงไปได้เลย โดยน้ำที่ใส่ต้องเป็นน้ำสะอาดจากน้ำคลองที่สูบขึ้นมาพักจนตกตะกอนดีแล้วจะดีที่สุด ใส่น้ำให้ได้ระดับความลึกประมาณ 70-80 ซม.แล้วปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงไปในอัตรา 50 ตัวต่อ 1 ตารางเมตร สัดส่วนของตัวผู้กับตัวเมีย 1 ต่อ 1 ดีที่สุด แต่สัดส่วน 1 ต่อ 5 ก็ได้ผลดีพอสมควร การรวบรวมพ่อแม่พันธุ์แมงดานาช่วงที่ดีที่สุด ควรเป็นช่วงตั้งแต่เดือนกันยายน-ตุลาคม เนื่องจากเป็นแมงดาวัยรุ่นยังไม่มีไข่ ( เขาว่าแมงดานาที่มีไข่ติดท้อง หากตกใจจะกลั้นไข่จนตายในที่สุด) แต่เราสามารถแยกเพศได้แล้ว โดยดูที่อวัยวะสืบพันธุ์ ตรงก้นที่เห็นเป็นระยางค์แฉกๆลองแง้มดูภายในหากเห็นเป็นอวัยวะคล้ายเม็ดข้าวสารแแสดงว่าเป็นตัวเมียแน่นอน ขั้นตอนการเตรียมบ่อเพื่อให้แมงดานาผสมพันธุ์เริ่มจากลดระดับน้ำลงจากเดิมประมาณครึ่งหนึ่ง พร้อมกับจัดการเก็บไม้น้ำ โพรงไม้ ขอนไม้ หรืออะไรที่ลอยน้ำเป็นที่ยึดเกาะของแมงดานาออกจากบ่อให้หมดโดยนำไม่ไผ่หรือกิ่งไม้แห้งๆใส่ลงไปแแทนที่ทิ้งไว้แบบนี้ 3-4 วัน ก่อนเปลี่ยนน้ำเข้าไปใหม่ในระดับเดิมคือ ประมาณ 80 ซม.หรือเกือบเต็มบ่อก็ได้ จากนั้นเก็บกิ่งไม้ไผ่ กิ่งไม้ออก ใส่ลูกบวบลงไปแทน โดยลูกบวบนี้ทำจากท่อนกล้วยยาวท่อนละ 1 เมตร ที่ถ่วงน้ำหนักให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของท่อนกล้วยจมน้ำด้านนี้เสมอ ส่วนด้านบนที่ไม่จมน้ำ ปักด้วยซี่ไม้ไผ่หรือไม้เสียบลูกชิ้นยาวคืบกว่าๆเป็นแถว กะว่าแต่ละอันห่างกันประมาณ 10 ซม. แมงดานาจะขึ้นมาวางไข่ตามไม้ที่ปักไว้นี้ หลังจากนี้ประมาณ 3-4 วันไปแล้ว ซึ่งเมื่อเห็นว่าแมงดานาวางไข่แล้วเต็มที่ก็ให้จับพ่อแม่พันธุ์ออกไปเลี้ยงในบ่ออื่นให้หมด นอกจากนี้แล้วแมงดานาตัวเมียจะวางไข่ได้อีก 2-3 ครั้ง ในแต่ละช่วงปีห่างกันครั้งละประมาณ 1 เดือน ดังนั้นหากต้องการมีแมงดานาขายอย่างต่อเนื่องแล้วอาจจะต้องลงทุนทำบ่อไว้หลายบ่อโดยวิธีเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์หลังจากวางไข่ผสมพันธุ์แล้วจะดีกว่า เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็วเช่นนี้จะเร่งให้มันผสมพันธุ์วางไข่เร็วขึ้น โดยพ่อแม่พันธุ์แต่ละรุ่น มักนิยมใช้กันแค่ปีเดียวคือวางไข่ได้ 2-3 ครั้งก็จับขายแล้วคัดเอาบรรดาลูกๆรุ่นใหม่เป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป
ไข่แมงดา

การเลี้ยงปลาดุกในโอ่งน้ำ

หรือการเลี้ยงอีกวิธีหนึ่งก็คือโดยการมัดกลุ่มไข่หรือเสียบกับลวดเพื่อวางยืนในกล่อง ใส่น้ำและวางกล่องในถาดหล่อน้ำ กันมด ไข่ที่ใกล้ฟักจะมีสีเข้มชัดเจน พองผิวเต่งตึง แมงดามักจะออกจากไข่ช่วงเช้าและเย็น เมื่อฟักออกจากไข่จะหงายท้องและดีดตัวร่วงลงน้ำ ตัวอ่อนที่ฟักออกจากตัวใหม่ๆจะสีเหลืองอ่อน ด้านในลำตัวสีเขียว ตาสีดำ ต่อมาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง สีจะคล้ำขึ้นเป็นสีน้ำตาลปนเทา แยกตัวอ่อนวัย 1 ใส่เลี้ยงถ้วยละ 1 ตัว โดยใช้ขวดน้ำขนาดความจุ 950 มิลลิเมตร ตัดเอาก้นขวดสูง 3 นิ้ว เป็นถ้วยเลี้ยง เจาะรูก้นถ้วยเพื่อความสะดวกในการถ่ายน้ำเสีย วางถ้วยในถาดพลาสติกใส่น้ำลงไปประมาณ 0.5 นิ้ว ให้ลูกปลาเป็นอาหารถ้วยละ 1 ตัว

การหาพันธุ์แมงดานามาเพาะเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์

พันธุ์แมงดานาสามารถหาพันธุ์ได้ทุกท้องที่โดยการ

  1. หาซื้อตัวแก่จากตลาดมาเลี้ยง โดยนำมาใส่ในบ่อเพาะเลี้ยงประมาณ 1 เดือนก็จะออกไข่
  2. การจับลูกแมงดานามาเลี้ยง โดยการใช้สวิงช้อนตัวอ่อนที่อยู่ใน สระ หนอง คลอง บึง และในท้องนามาเลี้ยง ซึ่งจะได้แมงดานาหลายรุ่น ดังนั้นเวลาเลี้ยงก็ต้องแยกรุ่นเลี้ยงมิฉะนั้นจะเกิดปัญหาตอนลอกคราบจะกิน กันเอง การจับลูกแมงดานามาเลี้ยงโดยวิธีนี้ก็อาจจะได้แมงดานาตัวแก่ติดมาด้วย เราก็ต้องนำมาแยกเลี้ยงเช่นเดียวกัน
  3. การหาไข่แมงดานามาเพาะเลี้ยง โดยทั่วๆ ไปแล้วแมงดานาจะออกไข่ตาม กอหญ้า กอกก ต้นไม้เล็กๆ ตลอดจนกอข้าวที่อยู่ในท้องนา เราก็ต้องไปหาดูในช่วงฤดูฝน เมื่อได้ไข่มาแล้วเราก็นำไปเพาะให้เป็นตัวอ่อนจากไข่เป็นตัวอ่อนก็ประมาณ 7-8 วัน ซึ่งก็จะได้ลูกแมงดานาขนาดวัยไล่เลี่ยกันและเลี้ยงประมาณ 2-3 เดือน ก็สามารถนำมาผสมพันธุ์ได้
    4. การใช้แสงไฟล่อตัวแก่เพื่อนำมาเพาะเลี้ยงให้ออกไข่ โดยการตั้งเสาไม้ไผ่ให้สูงประมาณ 6-7 เมตร แล้วใช้ตาข่ายขึงให้สูงใกล้ๆ กับแสงไฟ แสงไฟที่ใช้อาจเป็นสีน้ำเงินหรือใช้ไฟแบล็คไลท์ ซึ่งเป็นแสงสีม่วงก็ได้ซึ่งเป็นแสงที่แมงดานาชอบ เมื่อเห็นแสงนี้แล้วจะออกมาบินเวียนไปมาแล้วมันจะเกาะติดที่ตาข่าย เราก็จับมันลงมาเลี้ยงเพื่อให้ออกไข่ ซึ่งการจับโดยวิธีนี้ก็จะได้แมงดานาที่มีหลายรุ่นด้วยกัน จากนั้นก็นำมาแยกรุ่นเลี้ยงประมาณ 1 เดือน หลังจากนำมาเลี้ยงก็จะออกไข่

การเลี้ยงปลาดุกในโอ่งน้ำ

การดูแลระหว่างการเลี้ยงแมงดานา

1. อาหาร อาหารของแมงดานาได้แก่ สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำและต้องมีชีวิตด้วย ถ้าเป็นสัตว์น้ำที่ตายแล้วนำไปให้แมงดานากินมันก็จะไม่กิน ที่เป็นเช่นนี้ก็อาจเป็นเพราะว่าน้ำเลี้ยงที่แมงดานาจะดูดจากสัตว์น้ำที่ ตายแล้ว รสชาติอาจจะจืดชืดไม่เหมือนตอนที่มีชีวิตก็เหมือนมนุษย์เรา สำหรับอาหารที่จะให้แมงดานากินก็ได้แก่ ลูกอ๊อด เช่น ลูกกบ ลูกเขียด ลูกอึ่งอ่าง กุ้ง ปู ปลา กบที่มีขนาดโตพอสมควรแต่ไม่เกินไปนัก

2. การให้อาหาร การให้อาหารก็ควรแบ่งการให้อาหารของแมงดานาในระยะต่างๆ กันดังนี้

  • แมงดานาในระยะเล็ก อาหารของลูกแมงดานาก็ได้แก่ พวกลูกอ๊อดต่างๆ แต่สำหรับลูกคางคกไม่ควรให้จะเป็นอันตรายต่อลูกต่อลูกแมงดานาเพราะตัวคางคก เองมีเส้นเมา เมื่อกินเข้าไปแล้วจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ในระยะที่ยังเล็กอยู่มันจะกินอาหารจุมากการ สำหรับเวลาที่ให้อาหารควรให้ในตอนเช้ามืดและตอนค่ำ จะเป็นการดีเพราะลูกแมงดานาชอบเงียบๆ ถ้าพลุกพล่านแล้วมันจะตื่นตกใจ อาจจะไม่กินอาหารและในระยะนี้มีเศษอาหารที่มันดูดกินทิ้งไว้มาก โดยเศษอาหารนี้จะลอยอยู่ที่ผิวน้ำ จึงต้องมีการเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ ซึ่งอาจจะเป็น 7 วันต่อครั้ง
  • การให้อาหารในระยะวัยรุ่น ถึงโตเต็มที่แล้ว หลังจากลอกคราบครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นตัวแก่และมีปีกแล้วก็มีอายุประมาณ 32-43 วันก็ให้ย้ายลงบ่อเลี้ยงได้ สำหรับบ่อเลี้ยงนี้ก็จะใช้ตาข่ายบุรอบๆ บ่อเลี้ยง ตาข่ายนี้ควรจะให้มีรูโตประมาณ ? นิ้วเพราะในระยะนี้มันโตแล้ว และไม่สามารถรอดตาข่ายออกมาได้ ก็เลี้ยงจนจับออกไปจำหน่ายได้ การให้อาหารในระยะนี้ก็ได้แก่ พวกปู ปลา กุ้ง กบที่มีขนาดโตพอสมควรหรือถ้าให้พวกลูกอ๊อดมันก็จะดูดกินด้วย โดยให้อาหารวันละครั้งและควรให้อาหารเป็นเวลาด้วย แมงดานาจะชอบกินกบมากกว่าปู และปลา เพราะว่ามันจะเอาตัวประกบเข้ากับตัวกบได้ง่ายกว่า ปลา และปู และมันชอบกินลูกอ๊อด ซึ่งเป็นลูกกบ ลูกเขียด ลูกอึ่งอ่างมาตั้งแต่เล็กๆ แล้ว ซึ่งเป็นอาหารที่มันเคยกินและชอบในตอนเล็กๆ สำหรับปูนาที่เราให้เป็นอาหารแมงดานาก็ให้ทั้งเป็นๆ ไม่ต้องหักขาออกเพียงแต่หักก้ามออกเท่านั้นก็พอ เพราะปากแมงดานาเป็นปากดูด จึงไม่จำเป็นต้องเคี้ยวมันจะใช้ปากแทงเข้าไปในตัวปู ในส่วนอ่อนๆ แล้วดูดน้ำเลี้ยงในตัวปูออกมา และเมื่ออาหารที่ดูดกินจนหมดแล้วจะลอยมาบนผิวน้ำก็ต้องเก็บทิ้งไปเสียเพื่อ ไม่ให้น้ำในบ่อเน่าเสียเร็ว

อาหารของแมงดานา

อาหารของแมงดา ให้ด้วยลูกปลา ลูกกุ้ง หรือ ลูกอ๊อด ( อย่าให้ลูกอ๊อดคางคก เพราะลูกอ๊อดคางคกมีพิษ )
การให้อาหารตอนเช้าก่อน 08.00 น. วันละ 1 ครั้ง และช่วงเย็น (16.00น.) เอาเศษลูกปลาตายออก ล้างทำความสะอาดถ้วยเลี้ยง เปลี่ยนน้ำ เมื่อตัวอ่อนลอกคราบเข้าวัย 3 ย้ายเข้ากรงคู่ทำด้วยตาข่ายพลาสติกสีดำ ( มีจำนวนรู 35 รู ต่อ 1 ตารางนิ้ว ) ลักษณะรูปทรงกระบอกยาว 18.5 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 เซนติเมตร ปิดส่วนท้ายกรงแต่ละคู่ด้วยแผ่นตาข่ายขนาด (กว้าง x ยาว) 9 x19 เซนติเมตร วางกรงในแนวนอนลงในถาดหรือกะละมังที่มีน้ำประมาณ 2 นิ้ว ด้านบนของกรงกรีดตาข่ายออกสามด้าน ขนาด (กว้าง x ยาว) 5 x 6 เซนติเมตร แล้วใช้ลวดยึดไว้เพื่อเป็นช่องประตูเปิดปิด ใส่ปลาและเอาแมงดาเข้าออก เมื่อลอกคราบเข้าวัย 4 ย้ายเข้ากรงทำเป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาด ( กว้าง x ยาว x สูง) 10 x 15 x 10 เซนติเมตร ซึ่งใหญ่กว่าเดิมและเอากล่องลงบ่อดินขนาด ( กว้าง x ยาว) 3.5 x 7 เมตร ลึก 1 เมตรปูพื้นด้วยพลาสติก มีผักตบและกอบัว ใช้โฟมติดด้านข้างกรงเป็นทุ่นให้กรงลอยน้ำได้ ในกรงใส่ผักตบชวาให้แมงดาเกาะ เพื่อความสะดวกในการจัดการเอากรงขึ้นลงจากบ่อ จัดวางเป็นแถวและเอาลวดเสียบหัวและท้ายกรงในแนวยาวเหมือนไม้เสียบลูกชิ้นหรือบาร์บีคิว เลี้ยงจนเป็นตัวเต็มวัย

การดูแลอื่นๆ

  1. อย่าให้ใครไปรบกวนแมงดานาในตอนกลางคืนหรือตอนกลางวัน เพราะในตอนกลางคืนมันจะไต่ขึ้นมาเกาะตาข่ายและพื้นที่ชานบ่อ เมื่อมีคนหรือสัตว์มารบกวนมันก็จะหลบลงไปในน้ำทันทีหรือถ้ามีแสงไฟล่อแมลง มันก็จะบินวนไปมา ทำให้สูญเสียพลังงาน
  2. ควรตรวจดูรอบๆ โรงเรือนที่เลี้ยง โดยเฉพาะตาข่ายอย่าให้มีรูพอที่แมงดาจะรอดออกไปได้ มิฉะนั้นแล้วแมงดานาก็อาจจะหนีออกไปหมดได้หรือศัตรูของแมงดานาอาจจะเข้ามา ก็ได้
  3. ในช่วงแมงดานากำลังลอกคราบจะอ่อนแอมาก เพราะตัวจะอ่อนนุ่มนิ่มไม่เคลื่อนไหวจึงต้องระวังไม่ให้มันตกใจ จึงควรระวังการเข้าออกในบ่อเลี้ยง
  4. ให้หมั่นเก็บซากเหยื่อที่แมงดานาดูดกินหมดแล้วออกจากบ่อเลี้ยง
  5. ถ้าเห็นว่ามีเห็บมาเกาะที่ตัวแมงดานาก็ให้ถ่ายน้ำออกเปลี่ยนน้ำใหม่

ศัตรูของแมงดานา

  1. ในระยะไข่จะมีมดมาไต่ตอมและกินไข่ในขณะที่ไข่แมงดานากำลังฟักเป็นตัวเป็น อาหาร นอกจากนี้ยังมีเชื้อรา โดยเฉพาะไข่ที่เรานำมาฟักนั้นปักอยู่ใกล้ระดับน้ำเกินไปก็จะเกิดเชื้อราขึ้น รานี้มีสีขาวเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะลุกลามไปหมดทั้งรัง
  2. ในระยะตัวอ่อน แมงดานาด้วยกันเองก็เป็นศัตรูที่สำคัญ ถ้าหากมีอาหารไม่เพียงพอแมงดานาก็จะกินกันเอง โดยเฉพาะในบ่อเลี้ยงที่มีแมงดานาหลายๆ รุ่นซึ่งลอกคราบก็ลอกคราบคนละรุ่นกัน ซึ่งตัวที่กำลังลอกคราบก็จะอ่อนนุ่มนิ่ม จึงเป็นเหยื่อของตัวที่แข็งแรงกว่าจับกินเป็นอาหารวิธีแก้ไขควรแยกรุ่น เลี้ยง
  3. ในระยะตัวแก่ ก็คือ เห็บ (Tick) โดยมันจะเกาะตามส่วนต่างๆ ของตัวแมงดานา แต่เท่าที่เห็นส่วนมากจะเกาะบริเวณส่วนท้องและคอ ซึ่งมันจะดูดเลือดหรือน้ำเลี้ยงของแมงดานา ทำให้แมงดานาเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งนี้ก็อาจเนื่องมาจากจำนวนแมงดานาในบ่อเลี้ยงแน่นเกินไป หรืออาจเป็นการทำให้สมดุลย์ธรรมชาติที่ต้องมีศัตรูคอยเบียดเบียน สำหรับตัวเห็บจะมีลักษณะรูปไข่ มีสีน้ำตาลอมแดงมีขนาดกว้างประมาณ 0.05 เซนติเมตร ยาวประมาณ 0.1 เซนติเมตร การแก้ไขก็ให้ระบายน้ำออกให่ใส่น้ำสะอาดเข้าไปในบ่อเลี้ยง และลดจำนวนแมงดานในบ่อให้น้อยลง และอีกปัญหาหนึ่งคือ ตัวทาก ซึ่งเป็นตัวเล็กๆ คล้ายกับปลิง จะมาเกาะที่ตัวแมงดานาตัวแก่แล้วดูดกินน้ำเลี้ยงจากตัวแมงดานา ทำให้แมงดานาเจริญเติบโตไม่เต็มที่เท่าที่ควร

 

 

แหล่งข้อมูล
www.monmai.com/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2/