วิธีการเลี้ยงวัวหลุม โรงเรือนวัวหลุม ข้อดี-ข้อควรระวัง ของการเลี้ยงวัวหลุม


วิธีการเลี้ยงวัวหลุม โรงเรือนวัวหลุม ข้อดี-ข้อควรระวัง ของการเลี้ยงวัวหลุม

ขั้นตอนวิธีการเลี้ยงวัวหลุม โรงเรือนวัวหลุม ข้อดีของการเลี้ยงวัวหลุม ข้อควรระวังสำหรับการเลี้ยงวัวหลุม การสร้างหลุมเพื่อให้กลายเป็นวัวหลุมอย่างสมบูรณ์

  

การเลี้ยงโคนมในหลุมนี้เป็นแนวคิดที่ได้พัฒนาดัดแปลงต่อยอดมาจากการเลี้ยงหมูหลุมในระบบชีวภาพ โดยได้นำวิธีการดังกล่าวมาทดสอบการเลี้ยงลูกวัว วัวรุ่น และวัวสาวภายในฟาร์ม ซึ่งจากการเลี้ยงมาระยะหนึ่งพบว่า โคที่นำมาเลี้ยงมีการเจริญเติบโตดี สุขภาพแข็งแรง ไม่ต้องตากแดด ตากฝน ผู้เลี้ยงไม่ต้องทำความสะอาดพื้นคอก ทำให้ประหยัดแรงงานและพลังงานต่างๆ

ในขณะเดียวกันก็ไม่มี มลภาวะทางกลิ่นและแมลงวันรบกวน มีระบบการจัดการต่อตัวโคที่ง่ายสะดวกขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อดีประการสำคัญนั้นก็คือ มีผลพลอยได้ ก็คือ รายได้เสริมหลักพัน ที่ได้จากการขายปุ๋ยหมักชีวภาพ คือพวก วัสดุรองพื้นที่ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยหมักอย่างดี

ทำไมจึงเรียกว่า วัวหลุม หรือ วัวชีวภาพ โดยลักษณะของการเลี้ยง จะใช้การขุดหลุมลงไปในพื้นดินประมาณ 40 -80 เซนติเมตร แล้วใส่วัสดุธรรมชาติรองพื้น เช่น พวกขี้เลื่อย แกลบ ขุยมะพร้าว ใยปาล์มน้ำมัน โดยจะใช้ผสมกันหรือใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่หาได้ในพื้นที่ จากนั้นก็รดด้วยน้ำหมักชีวภาพและทำเป็นชั้นๆ ขึ้นมาจนเสมอขอบดินที่ขุดลงไป ทั้งไว้ 7 วัน แล้วก็ค่อยนำโคประเภทต่างๆ ลงไปเลี้ยง เราจึงเรียกว่า วัวหลุม

ส่วนสาเหตุที่เรียกว่า วัวชีวภาพนั้น ก็เพราะว่า ในระบบการเลี้ยงจะเน้นกระบวนการทำงานของจุลินทรีย์กลุ่มที่มีประโยชน์ในการย่อยสลายวัสดุรองพื้น เพื่อลดมลภาวะทางกลิ่น และแมลงวันภายในคอกด้วยการใช้น้ำหมักชีวภาพรดลงพื้นคอก และให้โคกินน้ำหมักชีวภาพอย่างสม่ำเสมอ

เลี้ยงวัวหลุม

สำหรับโรงเรือนวัวหลุม ควรสร้างในพื้นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง แล้วควรวางแนวยาวของโรงเรือนตามแนวตะวันออกไปตะวันตก โรงเรือนต้องมีหลังคาที่สามารถป้องกันแดดและฝนได้ ความสูงของชายคาโรงเรือนไม่ควรต่ำกว่า 2 เมตร โรงเรือนควรโปร่ง ถ่ายเทอากาศได้สะดวก วัสดุที่ใช้ก่อสร้างต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของงบประมาณที่มีอยู่ด้วย ในส่วนของขนาดโรงเรือนก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเลี้ยงโคนมประเภทไหน ถ้าเป็นโคเล็กหรือโครุ่นก็จะใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อยกว่าแม่โครีดนม ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่า ซึ้งจะแบ่งขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมต่อประเภทโคต่างๆ ดังนี้

  • ลูกโคแรกเกิดจนถึง 4 เดือน จะใช้ขนาดพื้นที่ 3 ตารางเมตร : ตัว
  • อายุ 4-8 เดือน จะใช้ขนาดพื้นที่ 4-5 ตารางเมตร : ตัว
  • อายุ 8-12 เดือน จะใช้ขนาดพื้นที่ 5-6 ตารางเมตร : ตัว
  • อายุ 12 -16 เดือน จะใช้ขนาดพื้นที่ 6-7 ตารางเมตร : ตัว
  • อายุ 16-24 เดือน จะใช้ขนาดพื้นที่ 7-8 ตารางเมตร : ตัว
  • แม่โครีดนม อย่างน้อย 8 ตารางเมตร : ตัว

การสร้างหลุมเพื่อให้กลายเป็นวัวหลุมอย่างสมบูรณ์

  1. ขุดบริเวณพื้นของโรงเรือนลึกประมาณ 60 – 80 ซม. เอาดินออกให้หมด แล้วก่อข้างหลุมด้วยซีแพค ขึ้นมาประมาณ 4-5 ก้อน หรือประมาณ 80 -100 ซม. เพื่อเป็นการป้องกันน้ำไหลลงหลุม
  2. นำเศษวัสดุรองพื้นที่หาได้ง่ายในพื้นที่ เช่น ขุยมะพร้าว ใยปาล์ม ขี้เลื่อย แกลบ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือนำมาผสมกัน ใส่เป็นชั้นๆ แทนดินที่ขุดออกมา เพื่อให้ง่ายสะดวกต่อการกลับพื้นคอก
  3. หว่านทับด้วยรำละเอียดบางๆ รดด้วยน้ำหมักชีวภาพ ทั้งไว้ประมาณ 7 วัน แล้วค่อยนำโค ลง ไปเลี้ยงได้
  4. ให้ทำการกลับวัสดุรองพื้นคอก ซึ่งควรกลับประมาณ 7 วันต่อครั้ง เพื่อกระตุ้นให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดี เมื่อกลับเสร็จก็ให้รดด้วยน้ำหมักชีวภาพทุกครั้ง แล้วก็เติมวัสดุรองพื้นขึ้นเรื่อยๆจนเลยพื้นดินเดิมที่มีอยู่ เมื่อเลี้ยงไปได้อีกระยะหนึ่ง ก็สามารถนำเศษวัสดุรองพื้น ซึ่งจะถูกย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพคุณภาพเยี่ยม

เลี้ยงวัวหลุม

หลังจากที่เราได้ เตรียมหลุม และพร้อมที่จะนำโค เข้าไปเลี้ยงภายในโรงเรือนที่เตรียมไว้ แต่นอกจากที่จะเตรียมและสนใจในเรื่องของโรงเรือนและที่อยู่อาศัยของโคแล้วนั้น ยังจะต้องให้ความสำคัญด้านอื่นอย่างครบถ้วนเพื่อให้เป็นโรงเรือนที่ได้มาตรฐานในการจัดการอีกด้วย คือ การให้ความสำคัญในด้านการจัดการด้านน้ำและอาหาร เนื่องจากเป็นระบบการเลี้ยงที่วัวไม่สามารถเดินออกไปหาอาหารกินเองได้ ฉะนั้นผู้เลี้ยงจึงต้องให้ความใส่ใจด้านน้ำและอาหารเป็นพิเศษ ซึ่งจะต้องนำอาหารหยาบและอาหารข้นมาให้วัวกิน ดังนั้น การสร้างโรงเรือนจะต้องมีการออกแบบให้มีรางอาหาร เพื่อใส่อาหารให้โคกินได้สะดวกและเหมาะสม ส่วนในเรื่องของการให้น้ำก็ควรมีอ่างน้ำตั้งไว้ให้โคสามารถโผล่ หรือยื่นหัวออกมากินนอกคอก หรือนอกหลุมได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำในบ่อหรืออ่างหก ซึ่งมันจะทำให้พื้นคอกชื้นแฉะ และน้ำที่ให้กินก็ต้องผสมด้วยน้ำหมักชีวภาพ เพราะจะทำให้มูลโคที่ถ่ายออกมาไม่เหม็น ที่สำคัญยังจะส่งผลให้โคมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

 

 

ประโยชน์ที่ได้จากน้ำหมักชีวภาพที่นำมาใช้นำการเลี้ยงสัตว์

  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหารของสัตว์
    – เมื่อสัตว์ได้รับน้ำหมักชีวภาพโดยใส่ในน้ำให้สัตว์กินในอัตรา 1 ส่วนต่อน้ำ 1000 ส่วน (1:1,000) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหารที่สัตว์กิน
    – สัตว์เคี้ยวเอื้อง อย่างเช่น พวก โค กระบือ ปกติก็สามารถย่อยอาหารหลักพวกหญ้าได้ดีอยู่แล้ว เมื่อได้รับน้ำหมักชีวภาพ โดยใส่ในน้ำให้กินในอัตรา 1 : 1,000 หรือพรมลงบนหญ้าก่อนให้สัตว์กิน ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหารได้ดีขึ้น
  • เพิ่มความต้านทานโรคแก่สัตว์
    สัตว์ที่ได้รับน้ำหมักชีวภาพอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าทางน้ำหรือทางอาหารจะมี ความต้านทานโรคต่างๆ ได้ดีโดยเฉพาะโรคทางระบบอาหารช่วยลดความเครียดจากการเปลี่ยนอาหารระยะต่างๆ หรือความเครียดจากการขนย้ายสัตว์และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้ดี
  • กำจัดกลิ่นเหม็นในคอกสัตว์และบริเวณคอกสัตว์
    ในการเลี้ยงสัตว์นับเป็นปัญหาที่สำคัญต่อสภาพแวดล้อมในฟาร์มและบริเวณใกล้ เคียงมาก ถ้าไม่จัดการให้ดีโดยเฉพาะกลิ่นเหม็นและแหล่งเพาะแมลงวัน จะทำให้เกิดปัญหากับสัตว์มาก แต่แก้ไขได้ง่ายด้วยการผสมน้ำหมักชีวภาพในน้ำ ในอัตรา 1:1,000 ให้สัตว์กินทุกวัน จะช่วยลดกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ลงได้มากจนเกือบไม่มี ส่วนคอกโคนม ที่ได้รับการล้างด้วยน้ำหมักชีวภาพในอัตราเข้มข้น 1 : 100-300 เป็นประจำ กลิ่นจะไม่เหม็น และน้ำที่ได้จากการล้างคอก ถ้ากำจัดอย่างถูกวิธีก็สามารถนำไปรดต้นไม้ รดผัก หรือนำไปใช้ล้างคอกสัตว์ได้อีก และสามารถปล่อยลงแม่น้ำลำคลองได้ โดยไม่เป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด

ข้อดีของการเลี้ยงวัวหลุม

  1. ประหยัดค่าใช้จ่ายและแรงงานในการทำความสะอาดพื้นคอก มูลหรือฉี่ของวัวที่เลี้ยงในหลุมจะซึมซับและคลุกเคล้าลงไปในวัสดุรองพื้น ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการลากสายยาง หรือใช้แรงงานโกยมูลสัตว์ออกจากคอก จึงทำให้ประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายด้านพลังไฟฟ้า แรงงาน ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดพื้นคอก
  2. มลภาวะทางกลิ่นและแมลงวันรบกวน เป็นที่ทราบกันดีว่ามูลสัตว์เลี้ยงที่ถ่ายออกมาแล้วจะมีกลิ่นฉุนและกลิ่นจะซึมซับติดกับเสื้อผ้ามากที่สุดก็คือ หมูหรือสุกร แต่เมื่อใช้ระบบการเลี้ยงเป็นหมูหลุม กลิ่นดังกล่าวก็ไม่มีเลย ดังนั้นปัญหากลิ่นของมูลวัวก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ส่วนแมลงวันนั้นไม่สามารถเกิดภายในคอกได้ เนื่องจากผลของน้ำหมักชีวภาพจะทำให้ไข่ของหนอนแมลงวันฟ่อและฟักตัวไม่ได้
  3. ลดพื้นที่การเลี้ยง การเลี้ยงโคนมในหลุมจะมีความเหมาะสมอย่างยิ่งกับฟาร์มโคนมที่มีพื้นที่ขนาดเล็กๆ เพราะสามารถเลี้ยงโคนมได้มากกว่ารูปแบบอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็เหมาะที่สุดสำหรับฟาร์มที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งชุมชน เพราะไม่มีมลภาวะทางกลิ่นและไม่มีแมลงวันรบกวน
  4. โคเจริญเติบโตดีและมีสุขภาพแข็งแรง เนื่องจากวัวจะอยู่ในร่มเงาตลอดเวลาไม่ต้องทนตากแดด ตากฝน และไม่สูญเสียพลังงานในการเคลื่อนไหวมากจึงทำให้มีการเจริญเติบโตดี ในขณะเดียวกันก็ปลอดภัยจากโรคเห็บ แถมยังง่ายต่อการควบคุมโรคพยาธิ หรือโรคอื่นๆ รวมทั้งปลอดภัยจากอันตรายและอุบัติเหตุต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ได้
  5. จัดการฟาร์มได้ง่าย ในการเลี้ยงวัวนมเป็นที่ทราบกันดีว่าจะต้องมีกิจกรรมต่อตัววัวที่ทำเป็นโปรแกรมอย่างสม่ำเสมอ เช่นการสูญเขา การถ่ายพยาธิ การฉีดวัคซีน การทำพันธุ์ประวัติ การรักษาโรคต่างๆ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้จะต้องมีการคล้อง หรือจับบังคับวัว ซึ่งจะมีวิธีการที่ยุ่งยาก หรือเหนื่อยแค่ไหนก็อยู่ที่การจัดการฟาร์มของแต่ละแห่ง แต่ถ้าเลี้ยงวัวหลุม ปัญหาเหล่านี้จะลดลงไปอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็จะพบว่าวัวมีนิสัยดี เชื่องลง ไม่ตื่นตกใจง่าย
  6. มีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายปุ๋ยชีวภาพ วัสดุรองพื้นผสมกับมูลและฉี่โคที่ถ่ายออกมาทุกๆครั้งจะค่อยๆถูกย่อยสลายรวมกันกลายเป็นปุ๋ยชีวภาพชั้นดีภายใน 3 เดือน โดยกระบวนการทำงานของจุลินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพนี้จะราคาตั้งแต่ 1,500 – 2,000 บาทต่อตันทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น หากไม่ขายก็ยังสามารถนำไปหว่านแปลงหญ้า จะทำให้หญ้างามต้นอวบคุณภาพสูง โดยที่ไม่ต้องพึ่งปุ๋ยเคมีที่เป็นอันตราย และยังเป็นการลดรายจ่ายของฟาร์มได้เป็นอย่างมาก

ข้อควรระวังสำหรับการเลี้ยงวัวหลุม

  1. ขนาดของพื้นที่ต่อตัว ไม่ควรน้อยกว่าที่กำหนดไว้ เพราะถ้าน้อยกว่านี้จะแออัดมากเกินไป ส่งผลให้เกิดความเครียดกับวัว และจะทำให้พื้นคอกชื้น แฉะเร็วก่อนที่จะกลายเป็นปุ๋ยชีวภาพ
  2. วัวทุกตัวที่ส่งไปเลี้ยงในหลุมควรมีการฉีดพ่นสเปรย์เห็บให้เรียบร้อย เพราะวัสดุรองพื้นอาจจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เห็บหลุมได้เป็นอย่างดี
  3. วัสดุรองพื้นควรมีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำได้ดี ง่ายต่อการใช้จอบหรือซ่อมพลิกกลับพื้น เช่น ขุยมะพร้าว ขี้เลื่อย แกลบ ขุยหรือซังข้าวโพด
  4. ควรระมัดระวังความชื้นของพื้นคอก อย่าให้ชื้นแฉะมาก ถ้ามากก็ต้องแก้ไข โดยใส่วัสดุรองพื้นเพิ่มลงไป และต้องระมัดระวังอย่าให้น้ำไหลลงไป โดยเฉพาะช่วงฝนตก
  5. ควรศึกษาและมีความรู้เรื่องการทำน้ำหมักชีวภาพ หรือการทำงานของจุลินทรีย์แต่ละชนิดให้ดีพอสมควร

ที่มา : สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
www.monmai.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%A1/