ขั้นตอนวิธีการเลี้ยงผึ้งโพรง การเริ่มต้นการเลี้ยงผึ้งโพรง การเก็บน้ำผึ้งในรัง


ขั้นตอนวิธีการเลี้ยงผึ้งโพรง การเริ่มต้นการเลี้ยงผึ้งโพรง การเก็บน้ำผึ้งในรัง

ขั้นตอนวิธีการเลี้ยงผึ้งโพรง การเริ่มต้นการเลี้ยงผึ้งโพรง การสร้างหลอดนางพญา การเก็บน้ำผึ้งในรัง สถานที่เลี้ยงผึ้ง พืชอาหารผึ้งที่ทำการสำรวจในท้องที่ การจัดการผึ้งในช่วงดอกไม้บาน

  

การเลี้ยงผึ้งโพรง การเลี้ยงและการจัดการผึ้งโพรงที่ดี เพื่อให้ได้ผลผลิตน้ำผึ้งที่ปลอกภัยจากสารพิษและมีคุณภาพ

1. การเริ่มต้นการเลี้ยงผึ้งโพรง

ผึ้งโพรง เป็นผึ้งพันธุ์ของเมืองไทยชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในทุกภาค ซึ่งในธรรมชาติของผึ้งโพรงจะทำรังด้วยการสร้างรวงซ้อนเรียงกัน อยู่ในโพรงไม้หรือโพรงหิน โดยมีปากทางเข้าออกค่อนข้างเล็กเพื่อป้องกันศัตรูจากภายนอก แต่ภายในจะมีพื้นที่กว้างพอให้ผึ้งสร้างรวงได้ ผึ้งโพรงเป็นผึ้งที่มีอัตราการแยกรังค่อนข้างบ่อย และจะทิ้งรังเดิมเมื่อสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น ขาดแคลนอาหารและมีศัตรูรบกวน

ฉะนั้น การเลี้ยงผึ้งโพรงให้ประสบความสำเร็จนั้น ผู้เลี้ยงจะต้องมีใจรัก อดทน มีเวลา มีความรู้ในเรื่องชีววิทยา  พฤติกรรมของผึ้ง การจัดการรังผึ้ง และอาศัยประสบการณ์ในการเลี้ยงผึ้ง เพื่อจะได้จัดการ รังผึ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จต่อไป

การเริ่มต้นเลี้ยงผึ้งโพรง เป็นสิ่งที่ง่ายมากสำหรับผู้สนใจ พบว่าผึ้งดังกล่าวอาศัยอยู่ในพื้นที่ของประเทศไทยอยู่แล้วสำหรับสถานที่ที่มีแหล่งอาหารของผึ้งอุดมสมบูรณ์จะพบผึ้งอาศัยอยู่การเริ่มนำผึ้งมาเลี้ยงเราสามารถดำเนินการได้ 3 วิธี คือ

1). โดยการซื้อผึ้งมาเลี้ยง  เป็นวิธีการที่สะดวก และรวดเร็ว แต่ต้องลงทุนมาก การซื้อผึ้งมา

เลี้ยงเป็นวิธีหนึ่งในการจัดหาผึ้งมาเลี้ยง มีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้ คือ

–  สภาพความสมบูรณ์ของผึ้ง ผึ้งที่ซื้อมาเลี้ยงต้องตรวจดูว่ามีจำนวนประชากรพอ
สมควรหรือไม่ ผึ้งที่สมบูรณ์จะต้องมีตัวอ่อน น้ำผึ้ง  และเกสรเพียงพอ  เพื่อป้องกันการหนีรัง
–  ช่วงระยะเวลาการซื้อ ซึ่งนับว่ามีความสำคัญมาก เพราะว่าถ้าหากซื้อผึ้งในช่วงฤดูกาล
อพยพหรือช่วงที่ขาดแคลนแหล่งอาหารนับว่าเป็นการเสี่ยงต่อการหนีรังมาก  ฉะนั้นการดำเนินการตัดสินใจ ซื้อควรพิจารณาซื้อผึ้งในช่วงที่ดอกไม้ตามธรรมชาติชุกชุม เป็นช่วงที่ผึ้งอยู่กับที่ไม่หนีรัง จากการศึกษา
พบว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน  จนถึงเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ผึ้งหนีรังน้อยที่สุด การซื้อผึ้งควรดำเนินการซื้อตั้งแต่ฤดูกาลที่ดอกไม้สมบูรณ์ ไม่ควรซื้อปลายฤดูหรือช่วงที่ผึ้งกำลังอพยพทิ้งรัง

2). โดย การล่อผึ้ง  การล่อผึ้งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในขณะนี้ ควรพิจารณาดังนี้  รังที่เหมาะสม

ในการล่อผึ้งควรทำจากไม้เก่า ๆ รังล่ออาจทำด้วยใบหรือทางมะพร้าว รังที่ทำด้วยไม้เก่า ๆ ในทำเลที่ล่อเหมือนกัน ผึ้งจะเข้าอยู่อาศัยในรังที่ทำด้วยใบหรือทางมะพร้าว มากกว่าส่วนรังล่อที่ทำด้วยทางมะพร้าวนั้น มีข้อเสียตรงที่ว่า เมื่อนำรังล่อไปวางไว้นาน ๆ ในขณะที่ผึ้งยังไม่เข้าไปอยู่อาศัยนั้น มักจะมีมดดำและมดชนิดอื่น ๆ เข้ามาทำรังอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ผึ้งไม่เข้าอยู่อาศัยการใช้รังล่อโดยใช้ทางมะพร้าวนั้นควรระวังอย่าให้มดเข้าอยู่อาศัย ทั้งนี้ เป็นการใช้วัสดุเหลือใช้ให้เป็นประโยชน์ และประหยัดอีกด้วย

ข้อควรคำนึงถึงการล่อผึ้ง

–  แหล่งที่มีอาหารสำหรับผึ้ง และมีผึ้งอยู่อาศัย เช่นในสวนมะพร้าว สวนเงาะ ทุเรียน กาแฟ  ชมพู่
–  สถานที่ล่อต้องเป็นที่ร่มรื่น และใกล้แหล่งน้ำ
–  เสาควรใช้ไม้ ความสูงของเสารังล่อควรอยู่ในระดับ ประมาณ 1 เมตร และใช้ผ้าชุบน้ำมันเครื่องพันรอบเสา เพื่อป้องกันมดแดง
–  เพื่อป้องกันการตกหล่นและเคลื่อนไหวของรังล่อ
–  ตรวจดูรังล่อสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้มด แมลงสาบ แมงมุม ปลวก และศัตรูอื่น ๆ เข้าไปในรังล่อ
–  เลือกสถานที่ที่มีการคมนาคมสะดวก  สามารถเดินทางเข้าไปในบริเวณลานเลี้ยงได้ทุกเวลาและใช้เวลาในการเดินทางไม่นานจนเกินไป

การเตรียมรังล่อผึ้ง

การเตรียมรังล่อผึ้งโพรง ก่อนที่จะนำไปวางล่อผึ้ง ณ สถานที่ที่เตรียมไว้จะต้องเตรียมไขผึ้งโพรงที่บริสุทธิ์ ในการทาฝารังผึ้งเก่า ๆ โดยวิธีการทา ดังนี้

วิธีการที่ 1  นำไขผึ้งบริสุทธิ์มาต้มด้วยไฟความร้อนอ่อน ๆ พอไขผึ้งร้อนละลาย แล้วเอาแปรงสีฟันหรือแปรงอะไรก็ได้ ชุบไขผึ้งที่ละลายแล้วไปทาที่ตรงกลางฝารังด้านใน มีความกว้างประมาณ 1/3 ของฝารัง
วิธีการที่  2  นำฝารังผึ้งโพรงไปลนไฟเพื่อให้ไม้ฝารังร้อนแล้วเอาไขผึ้งบริสุทธิ์ทากลับไปกลับมา ตรงกลางฝารังด้านใน กว้างประมาณ 1 ฝ่ามือ 2-3 ครั้ง
วิธีการที่  3 นำฝารังผึ้งโพรงมาถูด้วยไขผึ้งบริสุทธิ์บริเวณตรงกลางฝาด้านใน กว้างประมาณ 1 ฝ่ามือ

3). การบังคับผึ้งเข้าคอน  ผึ้งที่อาศัยอยู่ตามโพรงไม้ โพรงหิน หรือซอกหิน หรือกำลังอพยพเกาะรวมกลุ่มกันบนกิ่งไม้ การบังคับผึ้งประเภทนี้ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ดังนี้ คือ
อุปกรณ์ที่ใช้

อุปกรณ์ที่จะใช้นี้ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานและสถานที่ที่ ได้แก่

  • รังเลี้ยงผึ้งพร้อมคอนเปล่า
  • เครื่องพ่นควัน
  • ไม้กระดานสำหรับรองรับรวงผึ้งที่จะเข้าคอน
  • มีด cutter สำหรับตัดรังผึ้ง
  • โต๊ะสำหรับปฏิบัติการ
  • แปรงสำหรับปัดตัวผึ้ง
  • กลักขังนางพญา (กรณีเข้าคอนตอนกลางวัน)
  • ไฟฉาย (กรณีเข้าคอนตอนกลางคืน)
  • ภาชนะใส่น้ำผึ้ง
  • เชือกหรือยางเส้น
  • สวิงใช้จับผึ้ง
  • น้ำมันเครื่องเก่า ๆ สำหรับใช้ทาเสารังผึ้งป้องกันศัตรูต่าง ๆ

ก่อนจับ

ต้องสังเกตดูว่าผึ้งมีความสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าหากไม่สมบูรณ์ก็บังคับเอาเฉพาะตัวผึ้ง เพื่อนำเข้ารังเลี้ยง และขังนางพญาไว้ในกลักขังนางพญาแขวนไว้ในรังถ้าหากว่ารังผึ้งสมบูรณ์ก็นำเข้าคอนได้เลย และดูว่าผึ้งสร้างรวงผึ้งมีอายุไม่น้อยกว่า 25 วันขึ้นไป หรือมีรวงอย่างน้อยประมาณ 4-5 รวงขึ้นไป โดยทำการบังคับผึ้งเข้าคอน ปฏิบัติตามขั้นตอน โดยเอานางพญาขังไว้ในกลักขังนางพญา นำมาแขวนไว้ในรังที่จะเลี้ยงนานประมาณ 2-3 วัน จึงปล่อย  ในกรณีที่หานางพญาไม่พบก็ควรกวาดหรือจับตัวผึ้งงานที่เกาะอยู่นิ่ง ๆ อย่างเบา ๆ ให้เข้ารังเลี้ยงจนหมด


การเข้าคอน

1.  ลักษณะของรังผึ้งที่เข้าคอนได้ รังจะต้องสมบูรณ์ คือ มีน้ำผึ้ง ตัวอ่อน ตัวแก่สมบูรณ์ ถ้ารวงแก่เกินไปเมื่อเข้าคอนไปแล้วรังจะเก่า หลอดรังจะตื้นขึ้น นางพญาจะไม่วางไข่ รังที่เหมาะสมในการเข้าคอนควรมีรวงผึ้งประมาณ 5-8 รวง

2.  วิธีเข้าคอน  การเข้าคอนต้องเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อม และผู้ปฏิบัติงานจะต้องแต่งกายชุดจับผึ้งให้รัดกุม และเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อมและปฏิบัติ ดังนี้

2.1 เมื่อเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ และเครื่องมือเรียบร้อยแล้ว  ยกรังผึ้งที่จะนำเข้าคอนวางไว้บนโต๊ะที่วางอุปกรณ์แล้วเอารังที่จะใส่คอนโดยเอาคอนออกให้หมด จากนั้นก็ใช้เครื่องพ่นควันใส่รังผึ้งเบา ๆ แล้วเปิดรังผึ้ง ยกคอนที่มีรวงผึ้งอยู่หงายขึ้น ใช้แปรงปัดตัวผึ้งในรวงผึ้ง พอตัวผึ้งบินออกไปก็มองเห็นรวงผึ้งได้ชัดเจน  จึงเริ่มลงมือทำการตัดรวงชั้นนอกออกเข้าคอน  ใช้มือจับรวงผึ้งไว้แล้วใช้มืออีกข้างตัดรวงผึ้งด้วยมีดคัตเตอร์ ใช้แปรงปัดให้ผึ้งลงไปในรังใหม่ นำรวงผึ้งมาวางบนไม้กระดานตัดรวงผึ้ง นำคอนวางบนรวงผึ้งใช้มีดกรีดตามรอยเส้นลวดลงไปบนรวงผึ้ง การกรีดนั้นใช้มีดกรีดลงไปเพียงครั้งเดียวประมาณครึ่งหนึ่ง
ถ้ากรีดลงไปลึกทำให้รวงผึ้งขาด ซึ่งจะทำให้รวงผึ้งไม่ติดกับเส้นลวด การกดเส้นลวดนั้นใช้นิ้วหัวแม่มือ
ทั้งสองกดเส้นลวดทั้งสองข้างเบา ๆ ตรงส่วนกลางใช้ส่วนปลายหน้าตัดของมีดกดเส้นลวดลง

2.2 เมื่อทำการเข้าคอนเสร็จแล้ว   ยกไม้กระดานที่วางรวงผึ้งคว่ำลงโดยใช้มือจับคอนผึ้งไว้ไม่ให้ตก แล้วยกไม้กระดานออกใช้ยางรัดคอนผึ้งไว้แล้วนำรวงผึ้งที่เข้าคอนเรียบร้อยไปวางในรัง ทำแบบนี้จนครบหมดทุกคอน ตามลำดับชั้นของรวงผึ้ง หน้ารังอยู่ทางไหนก็ควรหันไปทางนั้น ไม่ควรสับเปลี่ยนกัน หน้ารังและท้ายรังสังเกตได้ง่าย คือ หน้ารังจะเป็นส่วนป้าน ส่วนท้ายรังจะแหลม และส่วนรวงที่อยู่ข้าง ๆ มักจะสั้นกว่าตรงกลาง รวงตรงกลางจะยาวกว่าเสมอ เมื่อทำการตัดรวงผึ้งเข้าคอนใกล้หมด การตรวจหานางพญาควรกระทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากปฏิบัติงานในตอนกลางวันควรจับนางพญาใส่กลักขังนางพญาไว้ก่อนในรังใหม่นำมาแขวนในรังใกล้ ๆ คอน เมื่อผึ้งงานได้กลิ่นนางพญาก็จะบินตามเข้าไปในรังใหม่ ถ้าหากยังไม่พบนางพญาในขณะที่กำลังเข้าคอนให้มองหานางพญาไปด้วย ให้ตรวจหาอีกครั้ง เพราะนางพญาอาจจะหลบซ่อนอยู่ตามซอกมุมรัง หรือจะซ่อนปะปนอยู่ในกลุ่มผึ้งงานก็ได้  หากพบหรือไม่พบนางพญาผึ้งให้ใช้แปรงกวาดผึ้งที่เกาะหรือคลานอยู่กับฝารังเก่าลงในรังใหม่อย่างเบา ๆ ถ้าผึ้งจับกลุ่มกันอยู่มากก็ใช้มือที่ใส่ถุงมือโกยใส่ในรังใหม่จนผึ้งงานที่เหลืออยู่ข้างนอกกลับเข้ารังใหม่จนหมด ถ้าผึ้งยังไม่ออกจากรังเก่าก็ใช้วิธีการพ่นควันใส่กลุ่มผึ้งดังกล่าวให้กระจายและกลับเข้าไปรังใหม่ ข้อคำนึงในการจับบังคับผึ้ง ไม่สมควรตัดน้ำผึ้งออกทั้งหมด ถ้าหากน้ำผึ้งมีน้อยไม่ควรตัดเพื่อเก็บไว้เป็นอาหารสำรองแก่ผึ้งบ้าง

1.  การเตรียมจัดการภายในรังผึ้ง  ควรพิจารณาดังนี้

  • เวลาที่ทำการตรวจเช็ค ควรเป็นช่วงเช้าหรือในตอนเย็น มีอากาศแจ่มใส ท้องฟ้าปลอดโปร่งไม่ร้อน การตรวจเช็คในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ผึ้งไม่ดุ
  • ความถี่ในการตรวจเช็ค ถ้าทำการตรวจเช็คบ่อยครั้งเป็นการรบกวนผึ้ง ทำให้ผึ้งตื่นตกใจ ควรตรวจเช็คทุก 10 วัน/ครั้ง
  • การเตรียมตัวในการตรวจเช็ค

ความเชื่อมั่นในตัวเอง คือ ผู้เลี้ยงไม่ต้องกลัวผึ้งต่อย พิษของผึ้งคือยารักษาโรคไขข้ออักเสบ ถ้าผู้เลี้ยงปฏิบัติงานที่เบามีความนิ่มนวล ผึ้งจะไม่ตกใจ การทำงานของผึ้งก็เป็นไปโดยปกติ ผู้เลี้ยงผึ้งสามารถดูพฤติกรรมการทำงานของผึ้ง เช่น ดูแหล่งอาหารว่าผึ้งเก็บมาจากที่ใด ดูผึ้งอนุบาลห้อมล้อมดูแลนางพญาในการป้อนอาหารและทำความสะอาดนางพญาป้อนอาหารตัวอ่อนและปฏิบัติงานอื่น ๆ ของผึ้งภายในรังได้ การปฏิบัติงานกับผึ้งนั้น  ถ้าผึ้งต่อยต้องใจเย็นใช้เล็บเขี่ยเอาเหล็กไนออกแล้วปฏิบัติงานต่อไป

เครื่องแต่งกายในการปฏิบัติงาน ผึ้งโพรงเป็นผึ้งที่มีความดุกว่าผึ้งพันธุ์ต่างประเทศ การแต่งกายควรสวมด้วยชุดกันผึ้งต่อยให้รัดกุม ไม่มีช่องว่างให้ผึ้งเข้าต่อยได้โดยเฉพาะบริเวณเนื้ออ่อน ๆ เช่น ใบหน้า ซอกคอ บริเวณขา เป็นต้น

 2.  การตรวจเช็ครังผึ้ง

เมื่อแต่งชุดกันผึ้งเรียบร้อยแล้วเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่ลืมไม่ได้ คือ เครื่องพ่นควัน ควรติดไฟเครื่องพ่นควันให้เรียบร้อย การยืนควรยืนข้างรัง การตรวจควรตรวจการเข้า-ออกของผึ้งมีสม่ำเสมอหรือไม่ บริเวณปากรังสกปรกหรือไม่ (ถ้าผึ้งแข็งแรงปากรังจะมีความสะอาด) ถ้าผึ้งสุขภาพดีผึ้งจะเข้า-ออกจากรังอยู่ตลอดเวลา ก่อนเปิดรังควรพ่นควันเบา ๆ เข้าทางปากรัง ถ้าผึ้งไม่แตกตื่นก็ไม่ควรพ่นควัน การใช้เครื่องพ่นควันควรใช้พอประมาณเท่าที่จำเป็น การพ่นควันไม่ควรให้ถึงตัวผึ้งและไม่ร้อนจนเกินไป

  • การตรวจดูปริมาณผึ้ง ว่ามีความสัมพันธ์กับจำนวนคอนหรือไม่
  • การตรวจดูนางพญา เช่น การวางไข่ การสร้างหลอด และสภาพของนางพญา
  • การตรวจดูการเก็บน้ำหวานและเกสร
  • การตรวจดูศัตรูผึ้ง
  • การตรวจดูสภาพรวงรังผึ้ง

2.1  การตรวจดูปริมาณผึ้ง  จำนวนประชากรกับจำนวนคอนจะต้องมีความสมดุล คือ ปริมาณผึ้ง ควรเกาะเต็มทุกด้านของคอน ถ้าผึ้งแน่นเกินไปแสดงว่าผึ้งต้องการที่อยู่เพิ่ม ถ้าว่างเกินไปควรลดจำนวนคอนให้น้อยลงพอดีกับจำนวนประชากร ถ้าหากผึ้งสมบูรณ์ดีมี พืชอาหารในช่วงนั้นสมบูรณ์ควรเสริมคอนเปล่าไว้ให้ผึ้งงานสร้างหลอดรวงสังเกตุจากผึ้งงานจะสร้างไขผึ้งขาว ๆ หลังคอน (แต่โดยปกติควรใส่คอนเปล่าไว้ในรัง)

การเขย่าผึ้งออกจากคอนหรือรวงผึ้งมีเทคนิคไม่ให้ผึ้งตื่นคือควรเขย่าให้แรงและมีความนิ่มนวล เขย่าตัวผึ้งลงบนสันคอนหรือที่ว่างของรัง สำหรับผึ้งที่ถูกเขย่าตกลงบนหญ้าจะดีกว่าผึ้งที่ตกลงบนพื้นดิน เพราะผึ้งจะลงไปคลุกดินจำกลิ่นกันไม่ได้ การเขย่าควรทำ 2-3 ครั้ง ผึ้งก็จะหลุดออกจากรวงหมด

2.2  การดูนางพญาผึ้ง  (Queen) นางพญามักจะอยู่คอนกลาง ๆ ของรัง การตรวจดูผึ้งไม่จำเป็นต้องหานางพญาทุกครั้ง เพียงแต่ตรวจดูไข่ ถ้าพบไข่แสดงว่า นางพญายังอยู่ โดยเฉพาะไข่ที่วางอยู่ตรงกลางก้นหลอดทุกครั้งมีสีขาวๆ เล็กๆ ยาวรี คล้ายเมล็ดข้าวสาร ถ้าไข่ยังตั้งอยู่แสดงว่านางพญาวางไข่ไม่เกิน 1 วัน
ลักษณะการวางไข่ผิดปกติ

  • มีไข่หลายฟองในหลอดเดียวกัน สาเหตุเกิดจากการขาดนางพญา ผึ้งงานจะทำหน้าที่แทน (ไข่ที่ออกจะเป็นผึ้งตัวผู้ทั้งหมด) อีกสาเหตุ คือ นางพญาสาวเพิ่งวางไข่ นางพญาไม่มีที่วางไข่ หรือการผสมพันธุ์ที่เลวของนางพญา
  • กรณีไข่ไม่ยอมฟัก เนื่องจากปริมาณผึ้งมีน้อย ควบคุมอุณหภูมิในรังไม่ได้ หรือรังตากแดดร้อนเกินไป หรือความผิดปกติของนางพญา ควรทำลายนางพญา หรือยุบรังหรือเสริมรัง
  • ข้อสังเกตในการวางไข่ของนางพญาตัวผึ้งตัวผู้โดยปกตินางพญาสร้างผึ้งตัวผู้เป็นสัญชาติญาณ

ผึ้งจะขยายพันธุ์เพื่อดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์โดยธรรมชาติ สำหรับผึ้งโพรงจะพบการวางหลอดนางพญาตลอดทั้งปี โดยเฉพาะรังที่สมบูรณ์เต็มที่แล้ว นางพญาอาจจะควบคุมรังไม่ทั่วถึงหรืออาจหมดน้ำเชื้อของผึ้งตัวผู้ที่เก็บไว้ใช้หรือเป็นการเสื่อม สมรรถภาพของนางพญา และการวางไข่ผึ้งตัวผู้เป็นสัญชาติญาณอย่างหนึ่งในช่วงระยะเวลาต่อมาจะพบหลอดนางพญาเกิดขึ้น จะทำลายนางพญาหรือทำลายหลอดผึ้งตัวผู้หรือทำลายหลอดผึ้งนางพญา ควรตรวจเช็คการวางไข่ของนางพญา ถ้ามีการวางไข่ลดจำนวนลงมาก ควรทำลายนางพญาและปล่อยหลอดผึ้งนางพญาไว้ 2-3 หลอดหรือนำหลอดผึ้งนางพญาจากที่คัดเลือกพันธุ์ไว้แล้วมาเปลี่ยน

เลี้ยงผึ้งโพรง

การสร้างหลอดนางพญา  มี  3  ลักษณะคือ

  1. หลอดนางพญาฉุกเฉิน ผึ้งจะสร้างเมื่อขาดนางพญา ใช้ตัวอ่อนผึ้งงานอายุไม่เกิน 3 วัน นางพญาที่ได้จากหลอดนี้จะมีคุณภาพไม่ดี
  2. หลอดนางพญาทดแทน ผึ้งจะสร้างในกรณีนางพญามีอายุมากหรือไม่สมบูรณ์ นางพญาที่ได้จากหลอดนี้จะมีคุณภาพไม่ดี
  3. หลอดนางพญาแยกรังพบอยู่ที่ปลายรวง เป็นหลอดเหมือนถั่วลิสง สามารถปล่อยแยกหรือเปลี่ยนนางพญาตัวใหม่เทคนิคของการทำลายหลอดนางพญา  โดยการใช้นิ้วบี้บิดหลอดนางพญาออกทิ้ง หลอดนางพญามีรอยัล เยลลี่ อยู่มากไม่ควรทิ้ง ควรนำมารับประทาน

การจัดคอน  ควรจัดคอนริมสุดเป็นคอนน้ำหวาน , คอนตัวอ่อน ไว้ตรงกลางเพื่อให้ผึ้งควบคุมอุณหภูมิให้ตัวอ่อนได้แล้วถัดมาเป็นคอนไข่และคอนดักมดแดง , แมลงสาบ ,  แมงมุม ,  ตัวต่อ เป็นต้น
2.5  การตรวจสภาพรวงรังผึ้ง  รวงผึ้งที่มีสภาพเก่าสีจะดำควรตัดทิ้งไป หรือสภาพรังที่ผึ้งสร้างไม่เป็นระเบียบ ควรคัดออกหรือตัดแต่งใหม่


3.  การคัดเลือกสถานที่หรือทำเลที่ตั้งรังผึ้ง

การเลี้ยงผึ้ง คือ การเลียนแบบความเป็นอยู่ของผึ้งตามธรรมชาติ ให้ผึ้งอยู่ในแหล่งที่เราต้องการ ปัจจัยต่าง ๆ ในการพิจารณาประกอบการเลี้ยงผึ้งจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น มีปัจจัยหลายอย่าง ผู้เลี้ยงผึ้งควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สถานที่ใดไม่มีแหล่งอาหารผึ้งหรือมีปัจจัยอื่น ๆ ไม่เหมาะสมการเลี้ยงผึ้งไม่สามารถทำได้

ปัจจัยต่าง ๆ ในการพิจารณาประกอบการเลี้ยงผึ้งโพรง

เลี้ยงผึ้งโพรง

3.1  สภาพพื้นที่ใช้เลี้ยงผึ้งและลานเลี้ยงผึ้ง  ซึ่งได้สอบถามแนวความคิดของนักเลี้ยงผึ้งและนักวิชาการหลายท่านที่ได้ทำการศึกษาวิจัยด้านผึ้ง ได้แบ่งการเลี้ยงผึ้งของประเทศไทยออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

  1. เขตพื้นที่ที่มีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเลี้ยงผึ้งของประเทศไทยมากที่สุด คือ เขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงผึ้งพันธุ์
  2. เขตพื้นที่ที่มีแหล่งอาหารผึ้งสมบูรณ์ปานกลาง คือ เขตพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกไม้ผลหลากหลายโดยเฉพาะมะพร้าว ยางพารา เงาะ กาแฟ เป็นต้น เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงผึ้งโพรง
  3. เขตพื้นที่ที่มีแหล่งอาหารสมบูรณ์น้อยหรือขาดแคลน หมายถึง พื้นที่ที่มีการปลูกข้าว อ้อย ตามพื้นที่บางส่วนของภาคกลาง ภาคตะวันตก หรือบางส่วนของภาคใต้ เช่น ท้องที่อำเภอปากพนัง อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เป็นต้น

3.2  สถานที่เลี้ยงผึ้ง

สำหรับแหล่งพืชอาหารผึ้งผู้เลี้ยงจะต้องมีความรอบคอบเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ในท้องถิ่นที่ตั้ง
รังผึ้ง ปัจจัยต่าง ๆ ที่ควรคำนึงถึง คือ

  • ชนิดของพันธุ์ไม้ที่ให้น้ำหวานและเกสร รวมทั้งระยะเวลาและปัจจัยการออกดอกของไม้แต่ละชนิดเพื่อให้มีพืชอาหารผึ้งตลอดปี
  • ความหนาแน่นของดอกไม้ต่อพื้นที่นั้นเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการบินไปหาอาหารของผึ้งงาน
  • จำนวนผึ้งและรังผึ้งในแหล่งอาหารควรประเมินว่าในบริเวณลานเลี้ยงผึ้งแต่ละแห่งมีปริมาณอาหารเพียงพอสำหรับผึ้งกี่รัง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการมากที่สุด
  • ระยะห่างระหว่างลานเลี้ยงผึ้ง ระหว่างผู้เลี้ยงต่างเจ้าของกัน
  • ลักษณะภูมิประเทศเป็นแหล่งที่ปลอดสารเคมี ตำแหน่งที่ตั้งรังผึ้งหรือเรียกว่า “ลานเลี้ยงผึ้ง” นอกจากจะอยู่บริเวณใกล้แหล่งอาหารแล้ว ควรจะเป็นพื้นที่โล่ง แห้ง ไม่อับชื้น และผิวดินเรียบได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ในเวลากลางวัน ลานเลี้ยงไม่ควรอยู่ในย่านชุมชน และควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำ

3.3  พืชอาหารผึ้งที่ทำการสำรวจในท้องที่

  • มะพร้าว จากการศึกษามะพร้าวการออกจั่นของมะพร้าว พบว่า ช่วงที่มะพร้าวออกจั่นน้อย ประมาณเดือนกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคมและกุมภาพันธ์ คือ ให้จั่นเฉลี่ยร้อยละ 15 จั่น/เดือน ส่วนช่วงที่มีจั่นมะพร้าวอุดมสมบูรณ์ คือ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฏาคม และสิงหาคม จำนวนจั่นเฉลี่ย ร้อยละ 40.33 จั่น/เดือน
    สรุป การเลี้ยงผึ้งในสวนมะพร้าว  การเลี้ยงผึ้งจะมีอาหารผึ้งสมบูรณ์เพียง 6 เดือน และในสวนมะพร้าวช่วงขาดแคลนหรือมีปริมาณจั่นน้อย 6 เดือน
  • เงาะ  และทุเรียน ออกดอกในเดือนมกราคม-เมษายน จะช้าหรือเร็วแล้วแต่สภาพภูมิอากาศของแต่ละปีหรือปริมาณการจัดการ สำหรับท้องที่หรือบางที่เงาะออกดอกอีกช่วงหนึ่งคือเดือนกรกฏาคม-สิงหาคม ความชอบของผึ้งมีปริมาณมาก สามารถเลี้ยงผึ้งได้ ช่วงออกดอกแต่ละต้นประมาณ 1 เดือน
  • ยางพารา  ผลัดใบมีใบเพสลาด ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ช่วงผลัดใบ  ประมาณ 1 เดือน ใบอ่อนมีน้ำหวานมาก และมีเนื้อที่ปลูกมาก
  • มะม่วงหิมพานต์  ออกดอกในเดือนมกราคม จนถึงเดือนมีนาคม ดอกมีน้ำหวานและพื้นที่ปลูกไม่มากนัก
  • พืชผัก พืชไร่ และไม้ดอกบางชนิด เช่น ดอกแตง ฟักทอง บานชื่น โหระพา ดาวกระจาย กระถิน ถั่ว คุณนายตื่นสาย แต่พื้นที่ปลูกพืชไร่และไม้ดอกทางภาคใต้แต่ละท้องที่มีปริมาณปลูกไม่มากนัก
  • สาบเสือ มีการออกดอกในเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ อยู่ในพื้นที่สวนโดยทั่วไปมีปริมาณมากพอสมควร
  • ยูคาลิปตัส เดือนที่ออกดอก มี 2 ช่วง คือ มีนาคม – เมษายน และพฤศจิกายน ธันวาคม ดอกมีน้ำหวานมาก แต่พื้นที่มีปลูกไม่มากนัก
  • ไม้ป่าชายเลน เช่น ลำพู สำโรง พวงตาตุ่ม ออกดอกช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคมผึ้งชอบเพราะ ฤดูนี้มีน้ำหวานจากดอกไม้ป่าชายเลนมาก แต่ยังไม่ได้ทำการศึกษาชนิดของพืชในป่าชายเลน
  • ข้าว ช่วงออกดอกเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ ให้เกสร
  • ต้นเสม็ด ได้ทำการศึกษาตั้งแต่เดือนมกราคม 2528 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2529 พบว่ามีดอกตลอดปี แต่ปริมาณดอกที่ออกแต่ละเดือนมีไม่มากนัก ช่วงที่มีปริมาณออกดอกมากที่สุด คือ เดือนมิถุนายน ให้น้ำหวานและเกสร
  • กาแฟ เริ่มบานเป็นช่วง ๆ ละ 5-7 วัน เป็นพืชที่มีปริมาณเนื้อที่ปลูกมาก ช่วงระยะการออกดอกน้อยมาก
  • กระถินเทพา จะออกดอก 3-4 เดือนต่อครั้ง ให้เกสร
  • พืชตระกูลส้ม ออกดอกตลอดปี
  • กล้วย ออกดอกตลอดปี
  • ต้นตำเสา จะออกดอกเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ให้น้ำหวานมาก

 

4.  เทคนิคการรวมรัง
บางครั้งผึ้งที่เลี้ยงเกิดขาดนางพญา หานางพญาใหม่ไม่ทัน โดยเฉพาะผึ้งโพรงที่ล่อมาได้มีประชากรไม่มากพอ หรือรังผึ้งที่ไม่สมบูรณ์ควรที่จะรวมรังให้เป็นรังเดียว มีความแข็งแรงพอที่จะได้รับน้ำหวานในช่วงที่ดอกไม้กำลังจะบาน ในการรวมรังใช้เทคนิค ดังนี้

  • รังผึ้งที่จะรวมกันควรขนย้ายมาไว้ใกล้ ๆ กัน
  • ทำลายนางพญารังที่ไม่สมบูรณ์ล่วงหน้า 1 วัน ในกรณีที่มีนางพญาทั้งสองรัง
  • นำผึ้งทั้งสองรังมารวมกันทันที โดยฉีดพ่นน้ำหวาน ให้ทั่วรัง ผึ้งทั้งสองรัง
  • ควรปฏิบัติงานในช่วงเย็นหรือพลบค่ำ

ข้อควรระวังในการรวมรัง

–  อย่านำรังผึ้งที่เป็นโรคและศัตรูที่สำคัญของผึ้งมารวมกับรังอื่น ๆ

5.  เทคนิคการสร้างความแข็งแกร่งให้ผึ้งแต่ละรัง

ปัจจัยที่สำคัญการเสริมรังให้ผึ้งนางพญามีการวางไข่และเสริมสร้างประชากรให้มากขึ้นต้องมีปัจจัยต่าง ๆ คือ

  • มีเกสรดอกไม้พอเพียง โดยธรรมชาติมีมากพอ ถ้าไม่มีควรให้เกสรเทียม
  • มีน้ำหวานจากดอกไม้
  • มีนางพญาที่มีคุณภาพดี
  • สถานที่เลี้ยงดี ทำเลดี สภาวะอากาศเอื้ออำนวย
  • มีการจัดการดี

หมายเหตุ  เกสรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ดอกข้าวโพด ดอกข้าว ดอกไม้ป่าหลายชนิด ดอกบัว ดอกไมยราบ ดอกวัชพืช และดอกมะพร้าว เป็นต้น

วิธีการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผึ้งแต่ละรัง

  • การรวมรัง
  • โดยการเสริมตัวอ่อนที่ปิดฝาแล้ว (Seal Brood) จากรังสต๊อกไว้แยก
  • โดยการสลับรัง ทำให้ผึ้งอ่อนแอ แข็งแกร่งขึ้นและควรทำในตอนกลางคืนหรือพลบค่ำ จะช่วยแก้ไขปัญหารังใกล้เคียงต่อสู้แย่งน้ำผึ้ง


6.  การล่อผึ้งควบคู่กับการเลี้ยง

การเลี้ยงผึ้งโพรงปัญหาที่สำคัญ คือ ผึ้งหนีรัง ผู้เลี้ยงไม่สามารถเพิ่มปริมาณผึ้งได้ตามความต้องการ และไม่สามารถคงสภาพผึ้งที่มีอยู่ให้เท่าเดิมได้ ผึ้งอพยพไปตามแหล่งอาหารแต่ละฤดูกาล การล่อผึ้งควบคู่กับการเลี้ยงผึ้ง พบว่า ผึ้งที่หนีรัง แยกรัง และผึ้งป่าตามธรรมชาติ จะอพยพหนีรัง แยกรัง หรือหารัง จะไปเข้ารังล่อ ปริมาณผึ้งที่เลี้ยงไว้จะมีผึ้งทดแทนจากการล่อ และจะมีปริมาณผึ้งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากการทดลองมีผึ้งเพียง 10 รัง ปัจจุบันมีผึ้งประมาณ 100 กว่ารัง ฉะนั้นการเลี้ยงผึ้งโพรงควรมีการล่อควบคู่กันไปด้วย

7.  การจัดการผึ้งนางพญา
ผึ้งนางพญาที่ดีเป็นหัวใจการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งมีคุณสมบัติ ดังนี้

  • วางไข่สม่ำเสมอทั้งคอน
  • ผลิตผึ้งงานมีคุณภาพ
  • เป็นนางพญาที่แข็งแรง

นางพญาผึ้งโพรงมีความสามารถในการควบคุมและผลิตผึ้งงานได้มีประสิทธิภาพให้สังเกตว่าถ้าพบว่าการวางไข่ลดลงมาก หรือนางพญาพิการ ควรทำการเปลี่ยนนางพญา อาจจะใช้หลอดนางพญาภายในรังหรือใช้หลอดนางพญาจากรังผึ้งที่ดีมาเปลี่ยน

เลี้ยงผึ้งโพรง

การเปลี่ยนนางพญาโดยใช้ Queen cell (หลอดรวงผึ้งแม่รัง)

ภายในรังเมื่อพบว่า ผึ้งนางพญาไข่ลดลงประชากรในรังน้อยลง และผึ้งงานไม่สร้างรวงรัง ทั้งที่มีอาหารสมบูรณ์ ในช่วงที่ภายในรังมีหลอดนางพญา ผู้เลี้ยงควรคัดเลือกหลอดนางพญาที่สมบูรณ์ไว้ประมาณ 2-3 หลอด และในช่วงที่หลอดนางพญาที่เก็บไว้ใกล้จะแตกออกเป็นตัวเต็มวัย ให้ฆ่านางพญาตัวเดิม ตัวใหม่ที่ออกมาจะไม่ต้องต่อสู้กัน คัดเลือกเหลือนางพญาเพียงตัวเดียว หลังจากนั้นผสมพันธุ์เองตามธรรมชาติ และเป็นนางพญาตัวใหม่

การเปลี่ยนนางพญา โดยใช้หลอดนางพญาจากรังอื่น ๆ คัดเลือกจากรังผึ้งที่ดี ลักษณะนางพญาที่ดี กล่าวคือ จะวางไข่สม่ำเสมอ ผลิตผึ้งงานมีคุณภาพ และเป็นนางพญาที่ดีแข็งแรง และไม่สร้างหลอดนางพญาบ่อย ๆ ผู้เลี้ยงต้องการเปลี่ยนนางพญาจากรังอื่น (นางพญาจากรังที่มีคุณภาพที่คัดเลือกไว้แล้ว) เอาหลอดนางพญามาเหน็บลงไปในคอนผึ้งที่ต้องการจะเปลี่ยนโดยใช้หัวแม่มือกดบริเวณรวงผึ้งที่มีน้ำหวานให้บุ๋มลงไป มีน้ำหวานไหลออกมาเล็กน้อยหลอดนางพญาที่เปลี่ยนควรมีอายุหลังจากปิดฝาประมาณ 6 วัน ทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้หลอดนางพญากระเทือน ใช้ปลายเล็บย้ำเบา ๆ ให้ขอบของฐานหลอดติดกับไขผึ้งรอบ ๆ รอยบุ๋มที่ใช้นิ้วมือกดลงไปและต้องแน่ใจว่าผึ้งไม่ได้สร้างหลอดนางพญา หรือมีหลอดนางพญาไว้แล้ว ถ้าพบให้ทำลายเสียมิเช่นนั้นผึ้งรังใหม่จะไม่ยอมรับนางพญาที่นำไปใส่ให้ และควรตรวจดูทุกระยะว่าผึ้งยอมรับหรือไม่ ถ้าไม่ยอมรับควรใช้คอนผึ้งที่มีหลอดนางพญาอยู่แล้ว ยกมาใส่ในรังใหม่ในช่วงกลางคืน อย่าลืมว่า ก่อนใส่หลอดนางพญาเข้าไปในรังผึ้งที่ต้องการทำลายนางพญาตัวเก่าก่อน 1 วัน

8.  การจัดการผึ้งในช่วงดอกไม้บาน
จากการสำรวจการเลี้ยงผึ้งโพรงโดยทั่วไปพบว่า ผู้เลี้ยงผึ้งโพรงไม่สนใจย้ายผึ้งไปเก็บดอกไม้บานตามแหล่งอาหารต่าง ๆ ๆแต่ละฤดูกาล ทั้งนี้ มีปัจจัยอื่น ๆ ที่มาเกี่ยวข้องให้ผู้เลี้ยงผึ้งไม่สนใจที่จะเคลื่อนย้ายผึ้งไปเก็บดอกไม้ต่าง ๆ ที่ดีกว่า การเลี้ยงผึ้งในสวนมะพร้าวสาเหตุเพราะ

  1. ไม่มีตัวอย่างหรือข้อมูลพอที่จะเชื่อถือได้ว่า เคลื่อนย้ายผึ้งไปเก็บดอกไม้บานแล้วจะคุ้มทุน
  2. ผู้เลี้ยงผึ้งโพรงเป็นเกษตรกรรายย่อยไม่มีเวลาและกำลังพอที่จะขนย้ายได้
  3. สภาพของผึ้งก่อนดอกไม้บาน โดยเฉพาะดอกเงาะ ทุเรียน และยางพารา (ทางภาคใต้) จะออกดอกเดือนมกราคม  กุมภาพันธ์ หรือต้นเดือนมีนาคม สภาพผึ้งโดยทั่วไปในช่วงนี้ผึ้งที่ปักหลักเลี้ยงในสวนมะพร้าวไม่สมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่
  4. การเก็บน้ำผึ้งโดยทั่วไปใช้วิธีการตัด บางรายไม่ได้เข้าคอน การตัดน้ำผึ้งแต่ละครั้ง ทำให้ผึ้งชงักความสมบูรณ์ เนื่องจากต้องไปสร้างรังใหม่ กว่ารังจะสมบูรณ์ใหม่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน

จากผลการทดลอง สลัดน้ำผึ้งด้วยเครื่องสลัด ในช่วงที่มะพร้าวออกจั่นมาก ๆ (ประมาณเดือนเมษายน – กรกฏาคม) สามารถสลัดน้ำผึ้งได้ประมาณ 20-30 วันต่อครั้ง และได้น้ำผึ้งประมาณ 600-3,100 กรัม ต่อรังต่อครั้ง สำหรับช่วงอื่น ๆ สามารถสลัดน้ำผึ้งในสวนมะพร้าวได้บ้าง ช่วงระยะเวลาที่มะพร้าวออกจั่น (สิงหาคม-มีนาคม) การสลัดแต่ละครั้งต้องห่างออกไป ทั้งนี้ แหล่งอาหารเป็นปัจจัยสำคัญ การสลัดน้ำผึ้งของผึ้งโพรงนับว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มผลผลิตการเลี้ยงผึ้งโพรงให้สูงขึ้นได้


9.  การขนย้ายผึ้ง

ข้อควรคำนึงถึงการนำผึ้งที่ล่อได้มาไว้บริเวณลานเลี้ยง

  1. ควรให้ผึ้งสร้างรวงประมาณ 2 รวงขึ้นไป และภายในรวงควรประกอบด้วย น้ำผึ้ง เกสร และตัวอ่อน
  2. ก่อนทำการขนย้ายควรเตรียมเสาหลัก แหล่งที่ขนย้ายไว้ให้พร้อมในช่วงเวลากลางวัน
  3. การขนย้ายผึ้งควรขนย้ายในเวลากลางคืน เพื่อป้องกันผึ้งตกค้างน้อยที่สุด
  4. การขนย้ายรังล่อ ควรให้ผึ้งมีตัวอ่อนและน้ำหวานอยู่มากพอสมควร เพื่อป้องกันการหนีรังหลังการขนย้าย
  5. การขนย้ายควรกระทำอย่างนิ่มนวล เพื่อป้องกันรวงผึ้งขาดในกรณีที่ผึ้งยังไม่เข้าคอน หรือปฏิบัติงานอื่น ๆ ที่จำเป็น

การขนย้ายผึ้งในช่วงระยะทางไกล ๆ

การขนย้ายในระยะทางไกล ๆ ควรคำนึงถึงปัญหาผึ้งย้ายที่อยู่ จะทำให้ประชากรของผึ้งตายไปเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นการขนย้ายผึ้งเพื่อให้ผึ้งบอบช้ำน้อยและตายน้อยที่สุดควรปฏิบัติ ดังนี้

1.  การขนย้ายผึ้งในระยะทางไกล ๆ ควรย้ายผึ้งเฉพาะผึ้งที่เข้าคอนเท่านั้น
2.  ควรขนย้ายผึ้งในช่วงเวลากลางคืน ถ้าหากมีความจำเป็นต้องขนย้ายในเวลากลางวัน ควรปฏิบัติ ดังนี้

  • ใช้ตะแกรงมุ้งลวดปิดปากทางเข้า-ออก เพื่อให้อากาศระบายเข้าไปในรังได้บ้าง
  • ควรฉีดพ่นน้ำให้ผึ้งในช่วงขนย้าย
  • เมื่อขนย้ายผึ้งถึงลานเลี้ยงใหม่ ควรปล่อยผึ้งทันที และผู้ปล่อยผึ้งไม่ควรยืนตรงหน้ารัง
  • หลังจากขนย้ายผึ้งเสร็จแล้ว วันถัดไปควรตรวจภายในรังผึ้ง

10.  การเก็บน้ำผึ้งในรังเลี้ยงผึ้ง

ผู้เลี้ยงผึ้งแบบเก่า ซึ่งเลี้ยงผึ้งในโพรงไม้หรือกล่องไม้ที่ไม่มีคอน เมื่อผึ้งมาอยู่ในกล่องได้ประมาณ 1-3 เดือน ให้เปิดดูรวงผึ้งที่ผึ้งสร้างนั้น ถ้ามีประมาณตั้งแต่ 4 รวงขึ้นไปมีขนาดใหญ่พอควรให้ใช้มีดตัดรวงผึ้งออกจากรังประมาณรังละ 1-3รวง ให้เหลือรวงผึ้งไว้ในรังประมาณ 3-4 รวง นำรวงผึ้งที่ตัดออกมาตัดเอาเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำผึ้ง นำมาสับบนตะแกรงให้น้ำผึ้งไหลลงในถังเก็บ ไม่ควรใช้วิธีบีบด้วยมือ หรือคั่นรวงผึ้งเพราะจะทำให้เศษผงหรือชิ้นส่วนของรวงผึ้ง   และตัวอ่อนผึ้งผสมไปกับน้ำผึ้ง ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน ส่วนของเศษผงต่าง ๆ จะลอยขึ้นส่วนบนให้ตัดเอาเศษผงออก ซึ่งจะได้น้ำผึ้งบริสุทธิ์บรรจุขวดต่อไป การเก็บน้ำผึ้งแบบนี้จำเป็นต้องตัดทั้งรวงทำให้ส่วนของตัวอ่อนผึ้งเสียไป ซึ่งมีผลกระทบต่อความแข็งแรงและความสมดุลภายในรังผึ้งด้วย
ในกรณีไม่มีถังสลัด มีวิธีตัดน้ำผึ้งจากรวง 2 แบบ คือ

  1. ตัดเอาเฉพาะส่วนของน้ำผึ้งทั้งหมดด้านบนคอน โดยเหลืออาหารให้ผึ้ง  3-4 คอน การตัดแบบนี้ผึ้งงานจะสร้างหลอดรวงใหม่ได้ช้า
  2. ตัดเอาเฉพาะส่วนของน้ำผึ้งเป็นช่วง ๆ การตัดน้ำผึ้งวิธีนี้ สามารถตัดได้ทุกรวง เพราะยังมีส่วนของน้ำผึ้งเหลือไว้ให้เป็นอาหารของผึ้ง และจะทำให้ผึ้งซ่อมแซมรังได้รวดเร็วกว่าวิธีแรก

11.  การเก็บไขผึ้ง  นำเศษรวงผึ้งที่เหลือจากการเอาน้ำผึ้งออกหมดแล้วหรือจากรวงผึ้งเก่า ๆ ถ้ามีน้ำผึ้งอยู่นำไปวางในที่เลี้ยงผึ้ง ให้ผึ้งดูดน้ำผึ้งเป็นอาหารให้หมด นำเศษรวงผึ้งที่ได้ไปใส่ในน้ำเดือด แต่ห้ามต้มไขผึ้งในภาชนะที่เป็นอลูมิเนียม จากนั้นไขผึ้งบริสุทธิ์จากรวงผึ้งจะหลอมละลายออกมา ใช้ตะแกรงลวดตักเศษผงต่าง ๆ ออกให้หมดหรือใช้ผ้ากรองอีกที หรือใช้ตาข่ายมุ้งลวดสีฟ้ากรอง แล้วตั้งไฟอีกครั้งแล้วกรองด้วยผ้าขาวบางอีกที ทิ้งให้ไขผึ้งเย็นลง ก็จะได้ไขผึ้งบริสุทธิ์ ลอยจับตัวแข็งอยู่ที่ผิวหน้าด้านบน นำส่วนไขผึ้งนี้ไปใส่กะทะตั้งบนไฟอีกครั้ง ไขผึ้งจะหลอมละลายเป็นไขผึ้งเหลว (ไม่ต้องผสมน้ำ) แล้วนำไปใส่หล่อแบบพิมพ์ที่ต้องการ

12.อุปกรณ์ในการเลี้ยงผึ้งโพรง

1).  หีบหรือรังเลี้ยงผึ้งมาตรฐาน  ประกอบจากไม้ที่มีน้ำหนักเบา ไม่ยืด ไม่หด และไม่โค้งบิดงอ ไม้ที่นำมาประกอบควรมีความหนาประมาณ 1.40 ซม. โดยมีสัดส่วนของหีบเลี้ยง ดังนี้

  • แผ่นไม้ที่ใช้มีขนาดความหนา    1.40     ซม.
  • ความสูง                            25         ซม.
  • ความยาวภายนอก                53.50     ซม.
  • ความยาวภายใน             50.70      ซม.
  • ความกว้างภายนอก               30.50     ซม.
  • ความกว้างภายใน         27.70        ซม.

2).  คอนผึ้ง  เป็นส่วนที่สำคัญที่จะยืดรวงผึ้ง การเลือกไม้ที่มาทำคอนควรเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงสามารถตอกตะปู และมีความคงทนในการใช้งาน ขนาดของคอนมาตรฐานที่ใช้ในผึ้งโพรง ซึ่งประกอบด้วยไม้ 4 ชั้น คือ ด้านบน ด้านล่าง อย่างละ 1 ชิ้น และด้านข้าง 2 ชิ้น โดยมีสัดส่วนของคอน ดังนี้

  • ความหนาของไม้คอน         1.6    ซม.
  • ความกว้างของไม้คอน         2.0    ซม.
  • ความยาวด้านบน            48.0    ซม.
  • ความยาวด้านล่าง         42.0    ซม.
  • ความยาวด้านข้าง         22.5    ซม.
  • ความหนาของไม้ด้านข้าง        2.5    ซม.

3).  รังล่อผึ้งโพรง  มีความจำเป็นมาก ผู้เลี้ยงผึ้งโพรงจะต้องใช้รังล่อควบคู่ไปกับการเลี้ยงตลอดเวลา ทั้งนี้ เพื่อป้องกันผึ้งหนีรังหรือผึ้งแยกรัง ถ้าผึ้งออกไปจะได้เข้ารังล่อ รังล่อต้องเปิดทุกด้าน ยกเว้นฝาด้านบน ขนาดรังล่อไม่จำกัดขนาด แล้วแต่ผู้เลี้ยงจะกำหนดขนาดแต่ถ้าหากสามารถทำได้เท่ากับรังเลี้ยงก็ยิ่งดี เพราะถ้าหากผึ้งเข้ารังล่อมาก ๆ ในบางฤดูกาล รังเลี้ยงเตรียมไว้ไม่พอก็สามารถใช้รังล่อแทนได้ โดยรังล่อที่เข้าคอนสามารถนำมาเลี้ยงผึ้งได้เช่นกัน
4).  ชุดป้องกันผึ้งต่อย   การเลี้ยงผึ้งโพรงโดยทั่วไปเราจะใช้ชุดง่าย ๆ  ที่มีอยู่คือ กางเกงขายาว เสื้อแขนยาวและอาจจะใช้หนังยางรัดที่ปลายขากางเกง และปลายแขนเสื้อ เพื่อ
ป้องกันผึ้งมุดเข้าไปต่อยส่วนในของร่างกาย โดยบางครั้งจะมีถุงมือยางหรือหนังที่หนาสวมมือ
ป้องกันผึ้งต่อยทุกครั้ง
5).  หมวกกันผึ้งต่อย  ใช้วัสดุที่มีอยู่ในพื้นบ้านก็คือใช้ตาข่ายถี่ที่ผึ้งลอดเข้าไม่ได้ มาทำเป็นหมวกครอบศรีษะ โดยด้านล่างใช้ผ้าเย็บยาวลงมาให้ปิดช่วงลำคอไว้ ด้านหน้าจะทำเป็นตาข่ายสีดำช่วงระหว่างตา เพื่อให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อต้องการปฏิบัติงานในการเลี้ยงผึ้ง
6). แปรงปัดตัวผึ้ง  เป็นแปรงที่มีขนอ่อนนุ่มไม่ทำอันตรายผึ้ง ใช้สำหรับปัดผึ้งลงในรังหรือในช่วงเก็บน้ำผึ้ง และช่วงตัดผึ้งเข้าคอน
7).  เครื่องพ่นควันสยบผึ้ง (Smoker) เป็นเครื่องมือสำคัญที่นักเลี้ยงผึ้งทุกคนจะต้องมีและนำไปใช้ทุกครั้ง เวลาทำงานอยู่กับรังผึ้ง ทำด้วยกระป๋องสังกะสี อลูมิเนียม หรือสแตนเลส มีฝาครอบ เป็นรูปทรงกรวยสำหรับปิดพ่นควันออก ด้านหลังเจาะรูให้ลมเข้าและมีที่ปั้มลมประกอบด้วยไม้ 2 แผ่นบาง ๆ ที่ปั้มลมทำด้วยผ้าหนังมีช่องลม ตรงกับรูของกระป๋อง เวลาบีบลมจากกระเปาะจะพุ่งตรงเข้าไปในกระป๋อง ทำให้เชื้อไฟในกระป๋องติดไฟ เกิดควันพุ่งออกจากกรวย วัสดุที่ใช้เผาให้เกิดควัน นิยมใช้ใบไม้ใบหญ้าแห้ง ๆ หรือกาบมะพร้าวแห้งก็ได้ เวลาเผาถ้ามีเปลือกส้มแห้ง ๆ ก็ใส่เข้าไปด้วย จะทำให้ควันมีกลิ่นดีขึ้น ถ้าควันที่มีกลิ่นเหม็นผึ้งก็ไม่ค่อยชอบ
8).  กลักขังนางพญา  ทำด้วยตาข่ายอลูมิเนียมมีขนาดเท่ากล่องไม้ขีด ใช้สำหรับจับผึ้งนางพญาขังไว้เวลาตัดผึ้งเข้าคอน
9).  มีด ใช้มีด cutter หรือมีดบางปลายแหลม สำหรับใช้ตัดรวงผึ้งช่องเข้าคอน
10). ลวดสแตนเลส เป็นลวดสแตนเลสขนาดเล็ก สำหรับใช้ขึงคอนยึดรวงผึ้งช่วงที่ตัดผึ้งเข้าคอน
11).  ไขผึ้ง  ใช้สำหรับทาฝารัง หรือข้างกล่องผึ้ง เพื่อล่อให้ผึ้งเข้ารังล่อ
12).  อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ภาชนะสำหรับใส่รวงผึ้งและน้ำผึ้ง ยางเส้นใช้สำหรับรัดรวงผึ้ง เมื่อตัดรวงผึ้งเข้าคอน ใช้จำนวน 2 เส้นต่อ 1 คอน ถังพักน้ำผึ้ง และอุปกรณ์ช่าง เช่น ค้อน ตะปู คีม เลื่อย กรรไกร ยาหม่อง ฯลฯ

ศัตรูของผึ้ง

การเลี้ยงผึ้งโพรงนั้นนอกจากผู้เลี้ยงผึ้งจะประสบปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดการรังผึ้งแล้ว ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำความเสียหายให้กับผึ้งที่เลี้ยงก็คือ ปัญหาเรื่องโรคและแมลงที่เป็นศัตรูของผึ้ง ซึ่งแบ่งออกเป็น

1.  พวกสัตว์ที่กินผึ้งเป็นอาหาร
ได้แก่ แมงมุม จิ้งจก ตุ๊กแก คางคก กบ อึ่งอ่าง นกต่าง ๆ เช่นนกกิ้งโครง นกแอ่นลม กิ้งก่า จิ้งเหลน เป็นต้น สัตว์เหล่านี้จะจับกินผึ้งเป็นอาหาร เมื่อพบในแหล่งเลี้ยงผึ้งให้กำจัดทิ้งหรือไล่ไป และทำความสะอาดรังอยู่เสมอ
2.  พวกแมลง

  • หนอนผีเสื้อกินไขผึ้ง  (Wax Moth)  เป็นศัตรูที่สำคัญของผึ้งโพรงและพบในรังผึ้งที่อ่อนแอมีประชากรน้อย ตัวแก่เป็นผีเสื้อกลางคืนชนิดหนึ่ง มาวางไข่ในรังผึ้งที่อ่อนแอ มีประชากรน้อย ตัวอ่อนซึ่งเป็นตัวหนอนจะไปกัดกินรวงผึ้งให้เสียหาย ป้องกันโดยทำให้ประชากรผึ้งแข็งแรง
  • มดต่าง ๆ จะเข้าไปกัดกินตัวอ่อน ตัวแก่ของผึ้งและจะขโมยน้ำผึ้งในรัง ป้องกันโดยการใช้เศษผ้าชุบน้ำมันเครื่องเก่าพันรอบเสาหรือขาตั้งรังผึ้ง เช่น มดแดง
  • ปลวก จะกัดกินรังผึ้งทำให้รังเลี้ยงผึ้งผุกร่อนพังไปไม่สามารถใช้เลี้ยงผึ้งได้ ให้หมั่นตรวจทำความสะอาดรังผึ้งอย่างสม่ำเสมอ
  • ไร ซึ่งดำรงชีวิตแบบตัวเบียนจะดูดกินของเหลวภายในตัวผึ้งหรือเลือดผึ้ง ไรที่เป็นศัตรูของผึ้งโพรง คือ ไรวาร์รัว ผึ้งที่ถูกไรเบียนถ้ารอดชีวิตอยู่ได้จะพิการ รูปร่างผิดปกติ ปีกไม่แผ่ออกในสภาพปกติตามธรรมชาติ ผึ้งโพรงจะมีความต้านทานต่อการระบาดของไรศัตรูผึ้ง โดยจะพบเห็นไรถูกผึ้งงานกัดทำลาย และถ้าในรังผึ้งโพรงมีไรระบาดมาก ผึ้งโพรงจะย้ายทิ้งรัง การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดไรจึงไม่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงผึ้งโพรง
  • ตัวต่อ  จะเข้าทำลายผึ้งโดยการบินโฉบจับตัวผึ้งงาน ตัวเต็มวัยที่บินอยู่นอกรังกินเป็นอาหาร ถ้ารังผึ้งรังไหนอ่อนแอตัวต่อจะเข้าไปกินตัวหนอนภายในรังจนหมด

3.  โรคผึ้ง
โรคของผึ้งโพรงที่พบคือโรคแซกบรูดที่ระบาด เกิดจากเชื้อไวรัส ลักษณะของโรคตัวอ่อนจะตายก่อนปิดฝาและระยะปิดฝาตัวอ่อนมีสีขาวขุ่นถึงเหลืองหรือน้ำตาลเข้มต่อมาจึงค่อย ๆ แห้ง โดยส่วนหัวจะหด ส่วนท้ายจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นถุงน้ำ การรักษาและป้องกันกำจัดโดยวิธีทำให้รังผึ้งแข็งแรงต้านทานโรค เปลี่ยนรวงตัวอ่อนที่เป็นโรคทิ้ง นำไปเผาทำลายทิ้งและเปลี่ยนนางพญาใหม่ เพราะอาจเกิดการแพร่เชื้อจากการวางไข่ของผึ้งนางพญา โดยการถ่ายทอดเชื้อทางกรรมพันธุ์

ลักษณะของผึ้งโพรงโดยธรรมชาติ จะมีศัตรูผึ้งน้อยมาก ไม่ต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัด เนื่องจากผึ้งโพรงเป็นแมลงในธรรมชาติปราดเปรียว ต้านทานโรค เอาตัวรอดได้ดี เช่น การอพยพทิ้งรังหนีในกรณีเกิดโรคแซกบรูดรบกวนหรือมีศัตรูอื่น ๆ รบกวน จะทิ้งรังไปหาที่สร้างรังใหม่ ปล่อยให้รังที่มีศัตรูและโรคตายไปเอง ศัตรูของผึ้งโพรงที่สำคัญจริง ๆ คือ มดแดง การป้องกันมดแดงโดยการใช้น้ำมันเครื่องเก่า ๆ ชุบเศษผ้าแล้วเอามาทารอบเสาของรังผึ้งโพรง ทำให้มดไม่สามารถขึ้นไปทำลายผึ้ง

แหล่งข้อมูล
www.monmai.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%87/