ขั้นตอนวิธีการเลี้ยงปลาไหลนา การเพาะพันธุ์ การให้อาหารปลาไหลนา


ขั้นตอนวิธีการเลี้ยงปลาไหลนา การเพาะพันธุ์ การให้อาหารปลาไหลนา

ขั้นตอนวิธีการเลี้ยงปลาไหลนา การเพาะพันธุ์ปลาไหลนา การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ การให้อาหารปลาไหลนา การเพาะขยายพันธุ์ การอนุบาลลูกปลาไหลนา

  

ปลาไหล เป็นปลาน้ำจืดที่บางท้องถิ่นเรียกว่า “ไหลนา” บ้างก็เรียก “เหยี่ยน” เนื้อรสชาติดี มีให้เลือกซื้อกันทั้งแบบเป็นๆ และหั่นเป็นชิ้นแล้ว ตามตลาดสดที่ขายอาหารพื้นบ้านใหญ่ๆ การซื้อปลาไหลมาทำความสะอาดเองจะได้ปลาไหลที่สด เนื้อหวาน แต่ปลาไหล เป็นปลาที่ตายยาก ต้องทุบหัวให้ตายแล้วใช้ใบข่อย ใบตะไคร้ ใบสัก ใบมะเดื่อ ทราย หรือสก็อตไบรท์รูดตัวปลาจนขาวซีด ล้างน้ำให้สะอาดจึงผ่าท้อง เอาไส้ออกหั่นเป็นแว่นหนาประมาณครึ่งเซนติเมตร หรือหั่นท่อนยาว ๑ นิ้ว นิยมนำมาทำผัดเผ็ด แกงเผ็ด ผัดกะเพรา และต้มยำ เคล็ดลับความอร่อยคือต้องทำความสะอาดอย่างดี เลือกปลาไหลลำตัวกว้างเท่าหัวแม่มือ จึงจะรับประทานก้างปลาได้กรุบอร่อย ใส่เครื่องเทศและสมุนไพรต่างๆ ให้ถึงเครื่องเทศและใส่เหล้าเพื่อดับกลิ่นคาว

ปลาไหลนาหรือปลาไหลบึง จัดเป็นปลาอยู่ในวงศ์ Synbranchiformes ครอบครัว Synbranchidae ซึ่งปลาในครอบครัวนี้ มีอยู่ 3 ชนิด คือ

  1. ปลาไหลนา Monopterus albus, Zuiew (1973)
    ชื่อสามัญ Swamp Eel, Asian Swamp Eel ลำตัวด้านหลังมีสีน้ำตาล ท้องมี
    สีเหลืองทอง มีขนาดยาวที่สุดถึง 1.01 เมตร พบทั่วทุกภาคของประเทศ
    มีกระดูกเหงือก 3 คู่
  2. ปลาหลาด Ophisternon bengalense, Mcclelland (1845)
    มีชื่อสามัญ Bengal Eel ลำตัวมีขนาดเล็กยาวประมาณ 30 เซนติเมตร
    ลำตัวมีสีเหลือง หางจะเป็นรูปใบพาย พบทางภาคกลางของประเทศ และอ่าวเบงกอล
    มีกระดูกเหงือก 4 คู่
  3. ปลาหล่อย Macrotema caligans, Cantor (1849)
    ลำตัวมีสีเหลือง ขนาดเล็กที่สุดยาวประมาณ 17 – 20 เซนติเมตร หางเป็นรูปใบพาย
    พบทางภาคใต้บริเวณทะเลสาปลำปำ จังหวัดพัทลุง กระดูกเหงือกมี 4 คู่

ลักษณะทั่วไปของปลาไหลนา

ปลาไหลนาสามารถเจริญเติบโตได้ดีใน แหล่งน้ำทั่วไป สามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และสามารถใช้ลำไส้ส่วนท้าย (hindgut) เป็นเครื่องช่วยในการหายใจ ฤดูแล้งจะขุดรู อยู่อาศัยลึก 1 – 1.5 เมตร ออกหากินในเวลากลางคืน เป็นปลาที่สามารถ เปลี่ยนเพศได้ (hermphrodite)โดยช่วงแรกจะเป็นเพศเมีย และจะกลายเป็นเพศผู้เมื่อโตขึ้น ด้านน้ำหนักเพศเมียจะมีน้ำหนักตั้งแต่100 – 300 กรัม เพศผู้มีน้ำหนักมากกว่า 400 กรัม จัดเป็นพวกปลากินเนื้อ (carnivorous) กินอาหารที่มีสภาพสดจนถึงเน่าเปื่อย ตัวหนอน ตัวอ่อนแมลง หอย ไส้เดือน และสัตว์หน้าดินต่าง ๆ (benthos) มีนิสัยรวมกลุ่มกันกินอาหาร

ฤดูวางไข่ของปลาไหลนา

ปลาไหลจะวางไข่ช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม มากที่สุด ปลาไหลนามีการวางไข่ ๒ รูปแบบ คือ วางไข่บริเวณกอหญ้าหรือพืชน้ำอื่นๆ โดยปลาเพศเมียและเพศผู้จะจับคู่และก่อหวอดเป็นฟองขาวๆบริเวณกอหญ้าบนผิวน้ำแล้ววางไข่ และอีกแบบหนึ่งคือ วางไข่ปากรูโดยปลาไหลเพศเมียใช้ลำตัวดันดินปากรูให้เป็นโพรงและให้โพรงสูงกว่าระดับน้ำประมาณ ๑ นิ้ว เพื่อให้ไข่ลอยอยู่ในโพรงได้ และจะคอยระวังศัตรูอยู่ภายในรู ปลาไหลจะเลี้ยงลูกจนมีขนาด ๓-๔ นิ้ว โดยลูกปลาจะกินซากพืชและสัตว์หรือแมลงน้ำตัวเล็กๆ

ถิ่นที่อยู่อาศัยของปลาไหลนา

ปลาไหลชอบอยู่ในห้วย หนอง คลอง บึง ที่มีความรกด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด ชอบอาศัยในรากผักตบชวา รากวัชพืชต่างๆ เป็นปลาที่มีนิสัยอดทน อยู่ได้ทั้งในน้ำและในดินโคลนตม สามารถขยายพันธุ์ในสภาพแวดล้อมที่กว้างเงียบ และแหล่งน้ำสะอาดชุกชุมด้วยสัตว์น้ำเล็กๆ และมีวัชพืชปกคลุม มีรากพืชหมักหมมอยู่มาก ปลาไหลมีอยู่ทุกภาคของประเทศไทย บางจังหวัดมีมาก มีการจับ แปรรูปแข่งขันกัน เช่น จังหวัดสุรินทร์

การเพาะพันธุ์ปลาไหลนา

การแยกเพศ สามารถแยกได้ดังนี้

  • เพศผู้ ความยาวมากกว่า60 เซนติเมตร น้ำหนักมากกว่า 400 กรัม ท้องไม่อูม ตัวยาวเรียว ช่องเพศสีขาวซีด ไม่บวม ลำตัวสีเหลืองคล้ำ
  • เพศเมีย ความยาว 29 – 50 เซนติเมตร น้ำหนัก ต่ำกว่า 300 กรัม ท้องอูมเป่ง ตัวอ้วน ท้องป่อง ช่องเพศ สีแดงเรื่อบวม (ช่วงผสมพันธุ์) ลำตัวสีเหลืองเปล่งปลั่ง

การเพาะขยายพันธุ์ปลาไหล โดยปกติทำได้โดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ ส่วนการเพาะพันธุ์โดยวิธีฉีดฮอร์โมนผสมเทียม ได้มีผู้ทำการทดลองฉีดฮอร์โมน Suprefect + Motilium ในระดับต่างๆ กัน ปรากฏว่าปลาไม่มีการวางไข่แต่อย่างใด

การเตรียมบ่อเพาะพันธุ์ โดยใช้เทคนิคการเตรียมบ่อเพาะให้คล้ายคลึงกับธรรมชาติมากที่สุด สามารถเพาะเลี้ยงได้ทั้งในถังไฟเบอร์ บ่อดิน บ่อซีเมนต์และท่อซีเมนต์กลม โดยจะต้องเตรียมความพร้อม ดังนี้

  • ถัง ไฟเบอร์ ใส่ดินเหนียวลงในถังไฟเบอร์ขนาด ๒ ตัน บ่อสูง ๑ เมตร โดยให้ดินอยู่ในลักษณะแนวลาดเอียงสูง ๔๐ เซนติเมตร หลังจากนั้น จึงเติมน้ำลงไปประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ให้ดินเหนียวโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเป็นแนวลาดเอียงประมาณ ๑๐ เซนติเมตร แล้วทำการปลูกพันธุ์ไม้น้ำให้เหมือนกับธรรมชาติ เช่น กอบัว จอกแหน และผักตบชวา
    – บ่อดิน ควรอัดพื้นดินให้แน่นและมีขนาด ๒๐๐-๔๐๐ ตารางเมตร ด้านบนควรปลูกพืชน้ำสำหรับเป็นที่วางไข่ของแม่ปลาไหลนา ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ในสัดส่วนเพศผู้ : เพศเมีย เท่ากับ ๑ : ๓ ต่อพื้นที่ ๑ ตารางเมตร ปลาไหลนาจะวางไข่ได้ภายใน ๒-๔ เดือน โดยเริ่มวางไข่ตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน เมื่อลูกปลาไหลฟักออกเป็นตัว ลูกปลาไหลจะมีความยาวประมาณ ๒-๓ เซนติเมตร พฤติกรรมของลูกปลาไหลนามักชอบหลบซ่อนอยู่ตามรากหญ้า สามารถรวบรวมและนำไปเลี้ยงต่อไป
  • บ่อซีเมนต์ ขนาด ๕.๐ x ๕.๐ x ๑.๐ เมตร ใส่ดินลงในบ่อสูง ๓๐ เซนติเมตร เติมน้ำให้มีระดับสูงกว่าผิวดินประมาณ ๑๐ เซนติเมตร ใส่พืชน้ำต่างๆ เพื่อให้เป็นที่หลบซ่อนและวางไข่ ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ในสัดส่วน เพศผู้ : เพศเมีย เท่ากับ ๑ : ๓ ต่อพื้นที่ ๑ ตารางเมตร ปลาไหลนาจะก่อหวอดคล้ายปลากัด (การพ่นฟองอากาศสำหรับวางไข่) เกษตรกรสามารถรวบรวมลูกปลาไหลนาได้ หลังจากปลาไหลก่อหวอดประมาณ ๕ วันแล้ว จึงนำลูกปลาไหลไปอนุบาลต่อในตู้กระจกหรือในท่อซีเมนต์กลม
  • ท่อซีเมนต์กลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑.๐ เมตร ปล่อยพ่อพันธุ์ ๑ ตัว และแม่พันธุ์ ๓ ตัวต่อ ๑ ท่อ ใส่ดินสูงประมาณ ๓๐ เซนติเมตร โดยแม่พันธุ์ ๑ ตัว จะสามารถวางไข่ตั้งแต่ ๓๐๐-๙๑๐ ฟอง ขึ้นอยู่กับขนาดของแม่พันธุ์

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ การคัดแยกเพศของพ่อแม่พันธุ์ปลาไหล จะกระทำได้ยากมาก เพราะปลาไหลนามีลักษณะเพศคล้ายๆ กัน ถ้าดูจากลักษณะภายนอก จะไม่สามารถแยกเพศให้เด่นชัดได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูที่ปลาไม่มีการวางไข่ แต่ถ้าในช่วงฤดูวางไข่ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม จะสามารถสังเกตเพศของปลาไหลได้เด่นชัดขึ้น ดังนี้

– เพศผู้ ความยาวมากกว่า ๖๐ เซนติเมตร น้ำหนักมากกว่า ๔๐๐ กรัม ท้องไม่อูม ตัวยาวเรียว ช่องเพศสีขาวซีดไม่บวม ลำตัวสีเหลืองคล้ำ
– เพศเมีย ความยาว ๒๙-๕๐ เซนติเมตร น้ำหนัก ต่ำกว่า ๓๐๐ กรัม ท้องอูมเป่ง ตัวอ้วน ท้องป่อง ช่องเพศสีแดงเรื่อๆ บวม (ช่วงผสมพันธุ์) ลำตัวมีสีเหลืองเปล่งปลั่ง

เมื่อคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาไหลได้แล้ว ให้นำมาปล่อยในบ่อเพาะพันธุ์ที่เตรียมไว้ โดยการปล่อยพ่อแม่พันธุ์จะพิจารณาจากขนาดของบ่อเป็นหลัก เช่น ถ้าเป็นบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์ ควรปล่อยพ่อแม่พันธุ์ในสัดส่วนเพศผู้ : เพศเมีย เท่ากับ ๑ : ๓ ต่อพื้นที่ ๑ ตารางเมตร แต่ถ้าเป็นท่อซีเมนต์กลม ควรปล่อยพ่อพันธุ์ ๑ ตัว และแม่พันธุ์ ๓ ตัวต่อ ๑ ท่อ

การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ เมื่อปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาไหลลงบ่อเพาะแล้ว ควรเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาไหล โดยให้อาหารและดูแลทำความสะอาด เปลี่ยนถ่ายน้ำ อาหารที่นำมาให้พ่อแม่พันธุ์ปลาไหลควรเป็นพวกอาหารปลาสดหรือเป็ดสับเป็นชิ้น พอเหมาะกับปากของปลา ในปริมาณร้อยละ ๓ ต่อน้ำหนักตัว โดยให้วันละ ๑ ครั้งในช่วงเย็น เนื่องจากปลาไหลนามีอุปนิสัยชอบออกหากินในที่มืด และสภาพแวดล้อมเงียบสงบ การถ่ายน้ำในบ่อเพาะพันธุ์ควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง ปลาจะต้องใช้เวลาปรับตัว ๒-๔ เดือน จะพบว่า น้ำฝนเป็นสิ่งกระตุ้นให้แม่พันธุ์ปลาไหลวางไข่ได้เป็นอย่างดี และปลาไหลนามักวางไข่ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงใกล้หน้าฝน แต่ช่วงที่ปลาไหลไข่ชุกที่สุด คือ เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และจะพบไข่ปลาไหลทุกครั้งหลังจากฝนตก เมื่อพ่อแม่ปลาไหลพร้อมที่จะวางไข่แล้ว ปลาเพศผู้จะสร้างหวอดและแม่ปลาวางไข่สีขาวมีช่องว่างอยู่ตรงกลาง โดยไข่ปลาจะติดอยู่ใต้หวอดและกองอยู่ตามพื้น ไข่ปลาไหลที่ออกใหม่ๆ มีขนาดใหญ่ประมาณ ๓ มิลลิเมตร สีเหลืองทอง เปลือกไข่มีลักษณะแข็งและกลม แม่พันธุ์ปลาไหล ๑ ตัว สามารถให้ไข่ได้ไม่เกิน ๒,๐๐๐ ฟอง ลูกปลาที่ฟักออกมาใหม่จะมีความยาวประมาณ ๒ เซนติเมตร ไข่ปลาไหลบางฟองอาจฟักออกเป็นตัวห่างกันนานถึง ๖ ชั่วโมง เนื่องจากแม่ปลาไหลอาจวางไข่ไม่พร้อมกันและในช่วงวางไข่ แม่ปลาไหลจะมีนิสัยดุร้ายมาก หลังจากก่อหวอด ๗-๑๐ วัน ก็รวบรวมลูกพันธุ์ขึ้นมาอนุบาลต่อไป

ฤดูวางไข่

สามารถเพาะพันธุ์ได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนกันยายน และมีความสมบูรณ์สูงสุด ในเดือนสิงหาคม ปริมาณความดกของไข่ปลาไหลขึ้นอยู่กับขนาดน้ำหนักและความยาว คือ

ความยาว ปริมาณไข่

  • 20 – 30 เซนติเมตร 300 – 400 ฟอง
  • 40 – 50 เซนติเมตร 400 – 500 ฟอง
  • มากกว่า 50 เซนติเมตร 1,000 ฟอง

การพัฒนาของไข่

ปลาไหลนาจะมีไข่เพียง 1 ฝัก ไข่ปลาไหลนาเป็นลักษณะไข่จมไม่ติดวัสดุเมื่อสัมผัส จะมีความยืดหยุ่นมาก มีลักษณะสีเหลืองสดใส
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.3 เซนติเมตร ไข่ได้รับการผสมมีลักษณะกลม สีเหลืองทอง ส่วนไข่ที่ไม่ได้รับการผสมจะมีสีขาวใส ไข่จะใช้เวลาในการฟักประมาณ 3 วัน ลูกปลาเมื่อฟักออกใหม่ ๆ มีความยาว 2.5 เซนติเมตรมีถุงไข่แดง 2 ใน 3 ส่วน และมีครีบหู อายุ 5 – 6 วันถุงไข่แดงยุบพร้อมครีบหูหายไป และเริ่มกินอาหารได้ อัตราการฟัก 70 – 80 เปอร์เซ็นต์

นิสัยการกินอาหารของปลาไหลนา

ปลาไหลนาขนาด 2.5 – 3.0 เซนติเมตร กินสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ คือ ไรแดง วันละ 2 ครั้ง ขนาดความยาว 5 เซนติเมตร เริ่มฝึกให้กินอาหารผงสำเร็จรูปร่วมกับหนอนแดงจนอายุได้ 6 สัปดาห์ ปลาจะมีขนาด 8 – 10 เซนติเมตร เริ่มให้ปลาสดบดวันละ 2 ครั้ง และสามารถนำไปเลี้ยงเป็นปลา ใหญ่ต่อไป

การเพาะขยายพันธุ์ โดยปกติสามารถทำได้โดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ

การเพาะพันธุ์โดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติควรทำ ในบ่อซีเมนต์ขนาด 5 x 10 x 1 เมตร ใส่ดินเหนียวหนา 30 เซนติเมตร ให้ดินสูงด้านใดด้านหนึ่งใส่พ่อแม่ตารางเมตรละ 4 ตัว ใส่น้ำสูงประมาณ 40 เซนติเมตร ปลูกพรรณไม้น้ำ เพื่อให้คล้ายกับธรรมชาติมากที่สุด ให้ปลาสดสับผสม น้ำมันตับปลากินวันละ 1 มื้อ ๆ ละ 3 เปอร์เซ็นต์ต่อ น้ำหนักตัว ให้กินตอนเย็น ถ่ายเทน้ำสัปดาห์ ละ 1 ครั้ง ปลาจะต้องใช้เวลาปรับตัว 2 – 4 เดือน เมื่อปลาเพศผู้พร้อม จะสร้างหวอดไข่สีขาวมีช่องว่าง อยู่ตรงกลาง คล้ายกับขนมโดนัท ปลาจะเริ่มผสมพันธุ์ วางไข่ในตอนใกล้รุ่ง หลังจากก่อหวอด 7 – 10 วัน ก็รวบรวมลูกพันธุ์ขึ้นมาอนุบาลต่อไป

ส่วนการเพาะพันธุ์โดยวิธีฉีดฮอร์โมนผสมเทียม ได้มีผู้ทำการทดลองฉีดฮอร์โมน Suprefect + Motilium ในระดับต่าง ๆ กัน ปรากฎว่าปลาไม่มีการวางไข่แต่อย่างใด

การอนุบาลลูกปลาวัยอ่อน แบ่งได้เป็น 2 ระยะ

  1. อนุบาลลูกปลาวัยอ่อน ขนาด 5 เซนติเมตร ทำได้คือ นำลูกปลาวัยอ่อนอายุ 7 – 10 วัน ที่ฟักออกเป็นตัวไปอนุบาลในกะละมังพลาสติก กลมปล่อยอัตราความหนาแน่น 350 ตัว/ตารางเมตร ใส่น้ำลึก 15 เซนติเมตร ใส่ต้นผักตบชวาหรือจอก เพื่อให้ลูกปลาเกาะ ควรมีการถ่ายเทน้ำ 2 – 3 วัน/ครั้ง
    อาหารใช้ไรแดงให้กินวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็นพร้อมฝึกให้กินอาหารสมทบ โดยฝึกให้กินอาหารผงสำเร็จรูป (Powder feed) โดยปั้นเป็นก้อน ๆ ใช้ระยะเวลา 2 สัปดาห์ ควรมีการคัดขนาดเพื่อช่วยลดการกินกันเอง
  2. การอนุบาลลูกปลาไหลนา จากขนาด 5 ซ.ม. – 10 ซ.ม. เมื่ออนุบาลปลาจนได้ขนาด 5 เซนติเมตร ปลาจะมีขนาดปากที่กว้างขึ้น ลดไรแดง และให้อาหารสมทบวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น โดยปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ ปรับปริมาณ อาหารที่ให้ทุกสัปดาห์ เพื่อให้เพียงพอกับ จำนวนลูกปลา นอกจากนี้อาจผสมน้ำมันปลาหมึก เพื่อช่วยดึงดูดลูกปลาให้กินอาหารได้ดีขึ้นและ ควรมีวัตถุที่หลบซ่อน โดยใช้ท่อพีวีซีหรือท่อพลาสติก โดยตัดเป็นท่อนยาวประมาณ20 เซนติเมตร บ่อละ 3 – 5 ท่อน เนื่องจาก ลูกปลาค่อนข้างตกใจง่าย เมื่อมีเสียงดัง ๆ หลังจากเลี้ยงลูกปลาไหลประมาณ 6 สัปดาห์ ก็จะได้ปลาขนาด 10 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 1 – 2 กรัม สามารถแยกลงบ่อเลี้ยงต่อไป

การเลี้ยงปลาขนาดตลาด

การเลี้ยงปลาไหลนาให้ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการนั้น สามารถเลี้ยงได้ในบ่อซีเมนต์ และท่อซีเมนต์กลมโดยมีวิธีการ คือ

  1. แบบเลียนแบบธรรมชาติ โดย
    1.1 ใส่ฟางข้าวหนาประมาณ 30 เซนติเมตร
    1.2 ดินทับหนา 10 เซนติเมตร
    1.3 น้ำสูงกว่าผิวดิน 10 เซนติเมตร
    หมักฟางข้าวไว้ 1 – 2 สัปดาห์ หากมีการเน่าควรมีการถ่ายน้ำทิ้งบ้างแล้ว เติมน้ำใหม่ลงไป เพื่อให้เกิดไรแดง หนอนแดง แล้วจึงนำปลาขนาดน้ำหนักตัวประมาณ 30 – 40 ตัว/กิโลกรัม ลงปล่อยในอัตราความหนาแน่น 30 – 40 ตัว/ตารางเมตร หากเป็นท่อซีเมนต์กลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.0 เมตร ใส่ประมาณ 100 ตัว โดยคัดขนาดปลาขนาดเท่า ๆ กันก่อน
    1.4 เติมฟางข้าวทุกเดือน ๆ ละ 1 ครั้ง
    1.5 ให้อาหารสมทบวันละ 2 – 3 เปอร์เซ็นต์ ปั้นเป็นก้อนวันละมื้อในช่วงเย็นเลี้ยง ประมาณ 6 – 8 เดือน จะได้น้ำหนักปลาขนาดตัวละ 200 กรัม ให้ผลผลิต 20 – 30 กิโลกรัม/ ตารางเมตร อัตราการรอดตาย 70-80 เปอร์เซ็นต์ อัตราการแลกเนื้อ (FCR) เท่ากับ 1:4.5
  2. แบบพัฒนา(Intensive) โดยสามารถเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขนาดตั้งแต่ 10–50 ตารางเมตร โดยปล่อยลูกปลาไหลขนาด 10 กรัม ในอัตราส่วน 150 – 200 ตัว/ตารางเมตร มีการถ่ายเทน้ำได้สะดวก มีการให้ออกซิเจนตลอดเวลา รวมทั้งจัดที่หลบซ่อนให้ปลาไหล ส่วนอาหารใช้ปลาเป็ดสดหรือปลาข้างเหลืองผ่าแยกออกเป็นสองซีกคลุกเคล้ากับน้ำมันปลาหมึก วางให้ลูกปลาไหลกินเป็นจุด ๆ โดยใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6 – 7 เดือน

การเพาะเลี้ยงปลาไหลนา

ข้อควรระวังในการเลี้ยงปลาไหลนา

การรวบรวมพันธุ์ปลาจากธรรมชาติ เข้ามาเลี้ยงควรระมัดระวังในเรื่องการลำเลียง ไม่ควรให้หนาแน่นมากเกินไปปลาจะบอบช้ำได้
ควรคัดปลาขนาดเดียวกันลงเลี้ยงรวมกันเพื่อลดปัญหาการกินเองโดยเฉพาะในปลา อายุต่ำกว่า 2 เดือน
พื้นบ่ออนุบาลควรฉาบผิวให้เรียบป้องกันปลาเป็นแผลถลอกได้
ฟางข้าวที่ใช้เพื่อการเลี้ยงควรเป็นฟางข้าวที่แห้ง
บ่อควรมีร่มเงาบังแสงแดดบ้าง

  • เนื่องจากปลาไหลนาตื่นตกใจง่าย ชอบอยู่ที่เงียบสงบ การมีสิ่งเร้าจะทำให้ปลาตกใจ และหยุดกินอาหารได้
  • ถ้าเป็นลูกพันธุ์ปลาที่ได้รวบรวมจากธรรมชาติ ก่อนปล่อยลูกปลาไหลลงในบ่อเลี้ยง ควรแช่ยาฆ่าเชื้อหรือกำจัดพยาธิเสียก่อน
  • ลูกปลาไหลนาที่มีขนาดความยาวประมาณ ๑๐ เซนติเมตร เกษตรกรควรเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกปลาไหลตาย
  • ปลาไหลนาที่มีขนาดความยาวประมาณ ๑๐ เซนติเมตร โดยทั่วไปจะพบว่ากล้ามเนื้อบริเวณโคนหางตาย ควรจับออกและใส่ยากันเชื้อราบ้าง
  • อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาไหล เกษตรกรควรผสมวิตามินรวม และและควรผสมยาถ่ายพยาธิอย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง
  • ทุกๆ ๒ สัปดาห์ ควรคัดขนาดลูกปลาไหลนา โดยในบ่อเลี้ยงแต่ละบ่อ ควรมีขนาดของปลาไหลนาที่ใกล้เคียงกัน

ที่มา
ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดปัตตานี
www.monmai.com/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B2/